
วันนี้ เป็นวันที่แม่ของผมจะเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ปอด(แม่Phirนะครับ แม่คุณPlopสบายดี) อาจเป็นมะเร็งระยะแรกหรือวัณโรคก็ได้ หมอยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นอะไรแน่ แค่บอกว่าต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออก และจะใช้เวลาพักฟื้นราว 2-3สัปดาห์ก็จะทำงานได้ตามปกติ คงไม่เป็นอะไรมาก แต่ที่มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่าเห็นว่าคนอ่านblogนี้ก็มีเจ็บๆป่วยๆกันอยู่ บ้าง และก็มีประเด็นสั้นๆบางอย่างที่อยากจะเขียนถึง
อย่างแรกก็คือ ความแก่หรือเจ็บป่วยของร่างกายมันในแบบที่แม่ผมหรือหลายๆคนเป็น มันเป็นของห้ามไม่ได้ครับ หลายๆครั้งเราไม่ได้ไปทำอะไรมันก็เป็นของมันขึ้นมา ร่ายกายมันป่วยได้มันก็ป่วย อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราจริงๆ การที่เห็นแม่ผมต้องเข้ารับการรักษานี่มันสอนว่ามันไม่ได้มีใครสั่งร่างกายตัวเองได้ครับ เราบอกให้มันขยับๆไปได้ แต่เราห้ามไม่ให้มันแก่มันป่วยไม่ได้ และมันก็เป็นกันแบบนี้มานานแสนนานแล้ว แม่ผมหรือคนอื่นๆที่ป่วยเป็นอะไรอยู่ก็ตาม เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นคนแรกที่ป่วยเป็นโรคนั้นๆหรอก อย่างมะเร็งปอดหรือวัณโรคก็ตาม ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็เป็นกันมาแต่ไหนแต่ไร มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก การที่แม่ผมเป็นมันก็ทำให้เข้าใจในข้อนี้ได้ชัด
ต่อมาก็คือในเมื่อ เราห้ามมันไม่ได้แล้วและมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนและสัตว์มาตลอด เราควรจะรู้สึกอย่างไรกับมัน มีท่านหนึ่งเคยถามว่า ชอบแก่มั้ย ชอบป่วยมั้ย ไม่ชอบ ไม่ชอบแล้วห้ามได้มั้ย ก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วควรทำอย่างไร ห้ามไม่ได้ก็ยอมรับมันไปดีกว่า ว่าเออมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ธรรมดาแล้ว ถึงเราจะชอบหรือไม่ชอบมันมันก็ต้องเป็นแบบที่มันต้องเป็น ต่อให่้เราทุกข์ใจให้ตายโรคมันก็อยู่แบบนั้นแหละ โรคมันไม่กระดิกดีขึ้นตามความอยากของเราแม้แต่นิดเดียวหรอก อย่าไปทะเลาะกับของที่ห้ามไม่ได้ มันเหมือนกับเราไปหงุดหงิดที่พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า และก็ตามที่กล่าวข้างบนไปแล้วว่าคนเค้าก็ป่วยกันทั้งโลกมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เราก็ต้องป่วยกันต่อไป ไม่สบายก็รักษาไปตามเหตุตามผล รักษาใจเราไว้ดีกว่าทั้งตัวคนป่วยทั้งคนรอบข้าง ถ้าเราวางใจแบบนี้ได้ มันก็สบาย ไม่ใช่ว่าเราจะละเลยไม่รักษาไม่เป็นห่วง แต่ให้ทำด้วยความเข้าใจเหตุผล ไม่เอาอารมณ์ทางลบที่ไม่จำเป็นเข้ามาแบกหามไว้โดยไม่จำเป็น หลังๆมานี้ผมคิดน่ะครับว่าถ้าผมป่วยผมเจ็บแทนคนรอบๆตัวที่ผมรักบางคนได้ ผมเอาเลย เป็นแทนให้ เพราะผมเชื่อว่าผมวางใจได้ ไม่กลัว แต่มันก็ทำเช่นนั้นไม่ได้จริง ก็ได้แต่ดูแลกันไปให้ดีที่สุดโดยที่ใจสบายๆให้มากที่สุด มันก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไรเลยหรอกครับ มันก็รู้สึก แต่ก็แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นส่วนเกิน ดังนั้นก็ได้แต่บอกตัวเองและคนรอบๆว่า เจ็บกายอย่างเดียวดีกว่าเจ็บใจไปด้วย ไม่ก็ให้เจ็บใจให้น้อยที่สุด เและเอาจริงๆแล้วถ้าใจคนป่วยและคนรอบข้างดี มันจะช่วยอาการป่วยทางกายของคนไข้ให้ดีขึ้นด้วยซ้ำ หรือว่าไม่จริง จิตใจเป็นใหญ่กว่าร่างกายนะครับ
มีคนเคยสอนไว้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกน่ะเค้าถูกของเค้าหมดแล้ว ธรรมดาแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้นะก็เพราะเหตุผลมันสมบูรณ์แล้ว ปัจจัยไม่สมบูรณ์มันไม่เกิดหรอก ดังนั้นมันไม่มีอะไรที่น่าร้องไห้หรือหัวเราะอย่างจริงจังขนาดนั้น มันธรรมดา ถ้าเรามองให้เป็นเราก็จะไม่ได้ขัดแย้งกับโลก เราก็จะสบาย เพราะฉะนั้น เค้าก็เลยสอนกันต่อว่า น้ำท่วมก็ให้ท่วมใจ ไฟไหม้บ้านก็อย่าให้ไหม้ใจ แผ่นดินไหวก็อย่างไหวมาไหวถึงใจ รถบุบก็อย่าให้ใจบุบ ป่วยกายก็อย่าป่วยใจนะครับ
-Photo by
Ben Heine @flickr.com