Tuesday, March 31, 2009

ประกาศ

ตอนนี้ phir-plop ได้ทำ blog ใหม่ขึ้นที่นี่ เรื่องที่เขียนไว้บางส่วนได้ถูกย้ายไปไว้ที่นั่นแล้ว

Concept ของ blog ใหม่คือจะเขียนอะไรก็ได้ไม่ต้องเป็นสาระ เขียนตามใจชอบ (คาดว่าจะทำให้มีการ update บ่อยๆใน Blog อันใหม่) ส่วน blog นี้จะเก็บไ้ว้สำหรับบทความซีเรียสเนื้อจริงจังทั้งหลาย

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน
phir-plop

Monday, September 29, 2008

RE: เถียงกันทำไม

คุณ Phir อธิบายเกมเป็นภาษามนุษย์ไปแล้ว ผมขอวิเคราะห์เรื่องนี้เพิ่มเติมเล็กน้อย

ในเกม War of Attrition อย่างน้อยเราต้องทราบว่าคู่ต่อสู้ commit ว่าจะสู้ต่อไปเรื่อยๆได้ หากเราคิดว่าคู่ต่อสู้อาจจะยอมแพ้ซักวันแล้วการสู้ต่ออาจจะน่าสนใจขึ้น ถ้าเราทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าเราจะไม่ยอมแพ้แล้วพากันลงเหวได้ก็เหมือนกับเราได้เปรียบไปตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่มแล้ว เรื่องของ commitment ก็โยงไปถึงbargaining ได้ ลองนึกถึงการต่อราคา ถ้าคนขายไม่ยอมลดราคาให้แล้วเราจะทำเป็นไม่ซื้อจะเดินออก ถ้าเรา commit ได้ว่าเดินออกจากร้านไปแล้วจะไม่กลับมาซื้อได้จริงๆและทำให้คนขายเชื่ออย่างเดียวกันได้ ความน่าจะเป็นที่คนขายจะยอมลดให้มากกว่าความน่าจะเป็นในกรณีที่คนขายสงสัยว่าเราสามารถ commit กับการเดินออกจากร้านได้หรือไม่

พูดถึงเวลาเถียงๆกันในชีวิตจริง การยอมอาจจะทำได้ยากกว่าเนื่องจากเหตุผลหลักๆสองข้อ (1) เราอาจจะไม่มีสติเพียงพอที่จะไตร่ตรองว่าการไม่ยอมแพ้ทำให้ทั้งสองฝ่ายเสียประโยชน์ หรือพูดง่ายๆคือไม่ rational เวลาเถียงกันจิตเรามักจะไปอยู่กับคำพูดของอีกฝ่ายหนึ่งในคณะที่สมองก็พยายามคิดหาทางตอบโต้ เมื่อเป็นแบบนี้เราก็คงไม่สามารถเลือกทางออกที่ optimal ได้ (2) ego สูงทำให้การชนะมีคุณค่ามากขึ้นและการยอมแพ้มีความสูญเสียมากขึ้น บวกกับการไม่คิดถึงตาเดินต่อๆไป (ไม่ forward looking) ยิ่งทำให้ไม่ยอมแพ้เข้าไปอีก คุณ Phir การเลือกที่จะยอมแพ้เพราะอย่างน้อยคือ มีสติ มี ego ต่ำพอและมีความเชื่อว่าเจ้าของบ้าน commit ว่าจะไม่ยอมอย่างแน่นอน

ก่อนจะจบขอโยงเรื่องนี้กับการใช้ชีวิตคู่นิดหนึ่ง การยอมกันเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรจะเป็นการจำใจยอมเพราะอยากให้เรื่องมันจบๆไป แต่ควรเป็นการยอมที่จะไม่เพิ่มฟืนลงไปในกองไฟ แล้วคุยกันดีดีว่าแต่ละฝ่ายคิดอย่างไร เมื่อมีความผูกพันกัน ส่วนหนึ่งของ payoff ของคนหนึ่งก็คือ payoff ของอีกฝ่ายหนึ่ง ความสูญเสียของการสู้ต่อก็จะมากขึ้นอีก แต่ละฝ่ายอาจจะหลงไปเล่นเกมนี้โดยไม่รู้ตัว พอรู้ตัวก็เสียหายไปเยอะแล้ว เพราะฉะนั้นหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกตัวเมื่อไหรว่าเกมนี้กันอยู่ก็ควรจะเตือนอีกฝ่ายให้รู้ตัวว่านี่เรากำลังอยู่ใน War of Attrition แล้วก็หันหน้าคุยกัน สุดท้ายหากมีสติได้ทั้งสองฝ่ายแล้วชีวิตคู่อาจจะไม่ต้องเล่นเกมนี้กันเลยก็ได้เพราะความขัดแย้งจะทำให้การพูดคุยรับฟังกันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

- ช่วงนี้ขอตุนเขียนเยอะหน่อยก่อนจะกลับไปยุ่งเป็นมดงานอีกครั้ง

Sunday, September 28, 2008

เถียงกันทำไม


วันนี้ในบ้านมีสถานะการณ์ตึงเครียดเกิดขึ้น จุดเริ่มต้นคือเครื่องซักผ้าที่ห้องพักที่เช่าอยู่มันเสีย วันก่อนเพื่อนที่พักอยู่ด้วยกัน(ในฐานะตัวแทนผู้เช่า)เลยโทรหาเจ้าของห้อง(ผู้ให้เช่า)
เพื่อจะบอกว่าช่วยมาจัดการซ่อมให้หน่อย เจ้าของห้องเค้าเป็นคนงกมาก เราก็รู้มานานแล้ว ดังนั้นตามที่เดาได้ เค้าก็บอกปัดความรับผิดชอบ บอกว่าใช้เองถ้าพังก็ให้ซ่อมเอง ทางเราก็เลยบอกว่าไม่ได้นะยังไงให้มาคุยกันให้รู้เรื่อง เพราะตามข้อสัญญาจริงๆถ้าของมันพังตามการใช้งานปกติ เจ้าของบ้านต้องซ่อมให้ ค่าเช่าที่เราจ่ายมันครอบครุมของพวกนี้ด้วย ถ้าเป็น fair ware and tear เจ้าของห้องควรต้องรับผิดชอบ สัญญามันบอกไว้ เค้าก็ปฏิเสธอยู่ดี วันนี้ก็เลยมาคุยกันตอนเช้าว่าต่อไปนี้ถ้าของอื่นๆพังจะเอายังไง ใครรับผิดชอบ

จุดยืนตอนคุยกันเป็นดังนี้ 1.เจ้าของห้อง ยังไงก็ไม่จ่าย สามารถยกอะไรมาอ้างก็ได้ หัวชนฝา ไม่ยอมหรอก ชัดเจนมาก 2. เพื่อนเรา ไม่ยอมรับความไม่เป็นธรรม มันจะมาเอาเปรียบเราแบบไม่แฟร์ ยังไม่ก็ไม่ยอมหรอก เงินไม่กลัวเสียเท่าไหร่หรอก แต่จะสู้เพื่อหลักการความถูกต้อง 3. ตัวเราเอง จริงๆเห็นด้วยกับเพื่อน แต่รู้ว่าพูดไปมันก็ไม่เข้าใจ คุยไม่รู้เรื่องก็ไม่คุย กะว่าเงียบๆเป็นหลัก ไม่ชอบความไม่เป็นธรรม แต่เกลียดมากกว่าคือความวุ่นวาย

สถานการณ์ที่ออกมาก็คือการเถียงกัน บรรยากาศดุเดือดพอสมควร เหตุผลเรากับเพื่อนเราดีกว่าทุกอย่าง ก็พูดไปตามสิ่งที่ควรเป็น แต่เจ้าของห้องเค้าก็เชื่อในจุดยืนของเค้าอย่างเต็มที่เช่นกันว่าไม่ยอมจ่ายโว้ย ยังไงก็ไม่ยอมรับที่จะมาซ่อมให้แน่ๆ พูดด้วยเหตุผลก็ไม่เข้าใจ ผลก็คือเถียงกันไปเรื่อยๆ engageกันมากประมาณหนึ่ง พอฝั่งหนึ่งหลงประเด็น อีกฝ่ายก็จะเริ่มหลงตาม และการเถียงกันเริ่มลงรายละเอียดยิบย่อยไปเรื่อยๆ พออารมณ์เริ่มมีบทบาทมากขึ้นเราก็เงียบ แม้เราเห็นด้วยกับเพื่อนเราเสมอ แต่ประเด็นตอนนี้คือมันจะไม่มีวันจบ บางอย่างมันไม่เท่ากันตั้งแต่แรกแล้ว
ลองคิดดูว่าเถียงกันไปเรื่อยๆมันได้อะไร ก็เห็นอยู่ว่าอีกฝั่งไม่ยอมแน่ๆ strategy ของเค้าก็คือ จะเถียงไปเรื่อยๆ ยังไงก็ไม่หยุด ถ้าเราจะสู้ไม่หยุดด้วยมันก็ได้เหมือนกัน มันก็แค่ไม่จบไม่มีคนแพ้ แต่มันก็คือการพอกพูนความไม่พอใจ ไม่สบายใจไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้นตัวเราอยากให้มันจบ เราก็เลยเป็นคนบอกว่ายอมเอง โอเคต่อไปเราจะซ่อมเอง (แต่เค้่่าก็ตกลงว่าไอ้เครื่องซักผ้านี่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้ครั้งนี้เท่านั้น) จริงๆมันเป็นการยอมเสียประโยชน์ของพวกเราในภาพรวม และเสียความยุติธรรมในหลักการตามสัญญาด้วย โดนเอาเปรียบโดนเจ้าของห้องนิสัยไม่ดีน่ะแหละ ผลก็คือเพื่อนเราคงยังหงุดหงิดอยู่เพราะรู้สึกไม่ถูกต้องในหลักการ แต่เราโอเคเพราะไม่ชอบการเถียงกันไปเรื่อยๆแบบนี้

พอเสร็จแล้วตามนี้เราก็เลยมาคุยกับคุณ Plop โดยเราถามว่า การที่เรายอมแพ้ไปแบบนี้มันผิดหรือปล่าวนะ คุณPlopบอกว่าในหลายๆครั้งการยอมออกมาก็ดีแล้ว แล้วก็ยกทฤษฏีทางเศรษศาสตร์ขึ้นมาอันนึง "War of Attrition" สมมุติแบบง่ายๆที่สุึด เป็นเกมที่มีสองฝั่ง duel กัน
คนแพ้เกมนี้จะ -5 resource คนชนะจะได้ 10 resource เกมก็คือผลัดกันเลือก เลือกแค่ว่าจะสู้ต่อหรือจะยอมแพ้ คนเลือกสู้จะ -1 resource ไปทุกๆครั้งที่เลือก option สู้ จะเห็นได้ว่าถ้าทั้งสองฝ่ายสู้ไปเรื่อยๆเกินสิบรอบ ผลที่ได้มันจะ lose-lose คือเสียทั้งคู่แล้ว ถึงมีคนชนะๆก็เสียในเกมนี้เพราะ ลบเกิน 10 ไปแล้ว ทั้งที่รางวัลมันก็แค่ 10 สรุปมันก็ลบทั้งคู่ คนชนะก็ยังเสียประโยชน์

ดังนั้นประเด็นของเกมก็คือต้องรู้ว่าควรจะยอมแพ้หรือไม่ และควรยอมเมื่อไหร่ ซึ่งมันก็ปรับใช้ได้กับการถกเถียงทะเลาะกันในชีวิตประจำวันแบบข้างต้นด้วย ถ้าเรารู้ว่าอีกฝั่งยังไงก็ไม่ยอมแน่ๆ การที่เรายอมให้ตั้งแต่แรกเลยมันก็อาจจะดีกว่าก็ได้ มาปรับทฤษฎีนี้กับกรณีข้างต้นของ
คนชนะเกมได้เก็บเงินไว้และรักษาหลักการของตัวเองได้ แต่resourceที่เสียระหว่าง turn คือความรู้สึกของเรา เถียงกันต่อหนึ่งฉากควา่มสบายใจหายไปหนึ่งหน่วย โดยคู่แข่งมีstartegyว่ายังไงก็ไม่เลิกแข่ง ดังนั้นจุดที่ผมยอมก็คงจะคือจุดที่ผมนึกได้ว่าในเกมที่ยืดเยื้อแบบนี้ หลักการกับเงินที่ได้ตอนชนะยังไงมันก็มีค่าไม่พอพอครอบคลุมความรู้สึกที่มีและความสัมพันธ์ที่เสียไปแน่ๆ ก็เลยยอมแพ้ซะนั่นเอง... (ซึ่งจริงๆก็อาจจะไม่fairกับเพื่อนเพราะอันนี้เราคำนวนของเราเอง)

ตัวอย่างอาจจะมั่วๆหน่อย แต่หลักๆก็คือลองนึกกันดูแล้วกันว่าตอนเราเถียงกับใครเราเคยดูผลรวมๆของมันไหม ลองดูกว้างๆมองในระยะยาวดูสิว่ามันคุ้มแค่ไหน สู้ต่อมันเสียอะไรบ้าง ยอมปล่อยไปเร็วๆมันดีกว่าไหม หลายๆครั้งเราก็เถียงกันไปโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และเป้าหมายนะ หลายๆทีมันก็แค่ Ego ซะมากกว่า ซึ่งจริงๆมันคุ้มแค่ไหนกัน ลองถามตัวเองดู...



- เชิญคุณPlopเขียนต่อได้ถ้าผมตกอะไรไปในเชิงทฤษฎี
- รูปโดย wishfish at flickr.com

Thursday, September 25, 2008

ชีวิตที่ขาดเธอ

เคยไปเที่ยวซักวันสองวันแล้วรู้สึกว่าอยากกลับบ้านทั้งๆที่ยังเหลือวันเที่ยวอีกหลายวันไหม ไม่ใช่ว่าไม่ชอบสถานที่หรือไม่สนุกและก็รู้สึกดีที่ได้มา แค่อยากกลับไปอยู่ที่เดิมๆที่เราใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นเช้า เดินไปทำงาน เลือกร้านอาหารกลางวันที่เบื่อน้อยที่สุด แอบหลับ เลิกงานไปเล่นกีฬา ทำกับข้าว อ่านหนังสือแล้วก็นอน รู้สึกแบบนี้ทุกครั้งที่ไปเที่ยวจริงๆ

เราก็คงไม่คิดถึงเรื่องนี้ถ้ามีสถานที่สวยๆ อาหารแปลกใหม่หรือวัฒนธรรมที่ไม่เคยเห็นมาเบี่ยงเบนความสนใจ เหมือนเป็นเด็กๆเลยแฮะ แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะตื่นเต้นตลอดทริปและในที่สุดก็อดคิดถึงบ้านไม่ได้ ข้อดีของการมาเที่ยวคงมีหลายอย่าง อย่างน้อยๆก็แน่ใจได้ว่าจะไม่มีใครโทรจิกตามงานแม้จะบอกเจ้านายว่ามีอะไรก็โทรมาได้เลย ไม่จำเป็นต้องเช็คอีเมล์แต่ก็เปิดดูอยู่ดี สุดท้ายก็เลยนั่งอยู่ริมทะเลอ่านหนังสือ เล่นเน็ตทั้งวัน คล้ายๆกับทำอะไรคล้ายๆเดิมในสถานที่ใหม่ๆเท่านั้นเอง

คงไม่สามารถพูดว่าเราจะใช้ชีวิตไปวันๆโดยไม่ต้องไปเที่ยวเลยได้ เราก็คงต้องการให้หัวสมอง จิตใจเราได้พักผ่อนและที่สำคัญคือ

ทำให้เราจะรู้สึกว่ามีความสุขกับชีวิตประจำวันมากๆ

Tuesday, September 23, 2008

เจตนาดี ทำอย่างไรดี

เดือนที่ผ่านมา LPGA (Ladies Professional Golf Association) ประกาศว่านักกอล์ฟหญิงที่เป็นชาวต่างชาติทุกคนต้องผ่านการสอบภาษาอังกฤษ ไม่งั้นจะถูก suspend สองปี…

สถานการณ์ของ LPGA ตอนนี้คือมีนักกอลฟ์หญิงตางชาติเข้ามาเล่นมากมายและเป็นสาวเกาหลีซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องซะเยอะ ผู้เล่น top 20 ของ LPGA ส่วนใหญ่เป็นคนเอเชีย พูดง่ายๆคือคนเอเชียครอง LPGA ทั้งด้านปริมาณและฝีมือ แต่ LPGA ไม่ฮิตติดอันดับเท่าที่ควรซึ่งก็มีการตั้งคำถามว่าเป็นเพราะนักกอลฟ์ไม่ค่อยดึงดูดหรือไม่ เพราะว่านักกอล์ฟส่วงใหญ่เป็นคนเอเชียที่เล่นแบบ emotionless พอชนะแล้วก็ไม่ให้ interview หรือไม่ ไม่แปลกเลยที่นักกอล์ฟเอเชียจะตกเป็นแพะรับบาป

แน่นอน นโยบายนี้ถูกวิพากวิจารณ์มากมาย ทั้งในแง่บวกและลบ แต่ดูเหมือนจะเป็นแง่ลบซะส่วนใหญ่เลย เดาได้เลยว่าประเด็นหลักที่โดนโจมตีคือนโยบายนี้ discriminate against Asian หรือไม่ก็เป็น racism กลุ่มนักกอล์ฟเอเชียซึ่งภาษาอังกฤษอ่อน หรือไม่ก็ LPGA อยากให้คนอเมริกันชนะบ้างเลยจะลดจำนวนผู้เล่นเอเชียทางอ้อม ส่วนทาง LPGA ก็ออกมาให้เหตุผลว่า LPGA อยู่ได้ด้วย marketing การที่นักกอล์ฟไม่สามารถกล่าว winning speech ได้หรือพูดกับผู้เล่นอื่นๆได้ทำให้นักกอล์ฟคนนั้นมี marketability ต่ำส่งผลให้ภาพของ LPGA แย่ลงไปด้วย

จริงๆแล้วการที่นักกอลฟ์พูดภาษาอังกฤษดีได้ก็เป็น win-win เพราะนักกอลฟ์ก็จะได้ endorsement contract ดีดี ส่วน LPGA ก็จะมีคนดูเยอะขึ้น แต่การออกนโยบายของ LPGA อาจจะไม่สมเหตุสมผล ทางเลือกหลักๆที่จะกระตุ้นการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของนักกอลฟ์เอเชียมีสองทางคือ (1) ให้ incentive กับการพูดภาษาอังกฤษหรือ (2) มี punishment ถ้าพูดไม่ได้แต่ว่า LPGA เลือก punishment แทนที่จะให้ incentive ยังไงก็ตาม incentive ของการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมันมีอยู่แล้วเพราะนักกอลฟ์เองก็อยากทำให้ตัวเองมี marketability สูง อยู่ที่ว่าเราอยากกระตุ้น incentive นี้อย่างไร จะตีหรือจะให้รางวัล

อะไรเอ่ยอยู่ในอากาศ ภาคไทย (What’s in the Air?)

ก่อนอื่นออกตัวก่อนว่าที่หายไปนานมาก ไม่ได้หายไปไหนแต่มีโอกาสได้ทำงานหาประสบการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนตั้งแต่ช่วงปีใหม่ยาวมาจนถึงช่วงนี้ เพิ่งได้ vacation หลังจากเป็นมดงานมาหลายเดือนเลยมีโอกาสได้ขีดเขียนบ้าง งานที่ทำเป็นงาน econ consulting แต่โปรเจ็คที่ทำส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการประมูลคลื่นความถี่ (Spectrum auction) เป็นหลัก

Spectrum ที่ว่านี้ก็คือ คลื่นความถี่ต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารนั่นเองไม่ใช่แถบสีรุ้งนะ อย่างที่เมืองไทยเราเคยได้ยินว่า แปดร้อย เก้าร้อย พันแปด นั่นคือคลื่นความถี่ที่ใช้กับโทรศัพท์มือถือที่มีหน่วยเป็น MHz แต่จริงๆคลื่นความถี่ที่ใช้กันอาจจะไม่ได้เท่ากับ 1800 MHz โดยตรง ขึ้นอยู่กับสัมปทานที่บริษัทเครือข่ายมีอยู่ บริษัทหนึ่งอาจจะใช้ 1811-1820 MHz อีกบริษัทหนึ่งใช้ 1821-1830 MHz แบ่งๆ bandwidth กันไปบริษัทละ 10 MHz

Spectrum เป็นของที่ลอยๆอยู่ในอากาศ แต่รัฐบาลสามารถขายสิทธิในการส่งสัญญาณโดยใช้คลื่นความถี่ต่างๆได้ อย่างแถบความถี่ 801-900 MHz ก็อาจจะเอามาหั่นๆเป็นสิบส่วนส่วนละ 10 MHz ได้ เหมือนๆกับเอาอากาศมาขายเลย แต่อากาศที่ว่ามันมีค่ากว่าที่คิดเยอะเลย การประมูล 700 MHz spectrum ของ US ที่ผ่านมารัฐบาลขายไปทั้งหมดได้ หนึ่งหมื่นก้าวพันล้าน US dollar ซึ่งนับเป็นการประมูลที่ประสบความสำเร็จ
ที่สุดในด้านรายได้ของ US ก็ว่าได้ แค่ spectrum in the air นะเนี่ย

ฟังๆดูเหมือนการประมูลเป็นเรื่องง่ายๆ เสนอราคา ใครให้เยอะก็เอา license ไป แต่จริงๆมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในมุมมองของรัฐบาล รัฐบาลจะคำนึงถึงเรื่องหลักๆคือ efficiency หรือการที่บริษัทที่ให้คุณค่ากับ license สูงที่สุดได้ license นั้นๆไป และอีกเรื่องคือ
รายได้ หรือรัฐต้องขาย license ได้ราคาที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่แค่ว่า efficient แต่ได้ license ละหนึ่งบาท

การประมูลที่ดีจะให้ผลการประมูลที่ efficient แต่ efficiency เป็นคำที่ต้องพิจารณาให้ดีเพราะ แม้ว่าผลการประมูล อาจจะ efficient แต่โครงสร้างของตลาดหลังการประมูลอาจจะไม่ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัท A ครองตลาดอยู่ที่รัฐ X บริษัท B เป็นบริษัทที่ตั้งใหม่อยากจะเข้ามาแข่งขันในตลาดด้วย ทีนี้ A ให้มูลค่าของ spectrum license ของ
ตลาดนี้ มากกว่า B เพราะถ้า A ได้ license นี้ไป A จะยังเป็น monopoly ในตลาด กลไกการประมูลก็จะให้ license กับ A ซึ่งให้มูลค่าสูงสุดไปแต่โครงสร้างตลาดหลังการประมูลก็มี efficiency น้อยกว่าการที่ B ได้ license นี้แล้วไปแข่งขันในรัฐ X กับบริษัท A

สุดท้ายก็ตกเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องทำให้กลไกการประมูลให้ผลลัพธ์ที่ efficient ส่วนทางผู้ร่วมประมูลก็จะพยายามประมูลให้ตัวเองได้กำไรสูงสุด แต่บทบาทของผู้ร่วมประมูลรวมถึงการลอบบี้รัฐบาลใช้กลไกการประมูลที่เอื้อประโยชน์ห้กับตัวเองบ้าง คิดหากลยุทธ์การประมูลให้ได้กำไรสูงสุดบ้าง ตัวอย่างเช่น บริษัทคู่แข่งสองบริษัทอยากได้ความถี่ครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ถ้าประมูลแข่งกันไปเรื่อยๆแต่ละบริษัทก็อาจจะได้ license ไม่ครอบคลุมทั้งประเทศในราคาที่สูง แต่ละบริษัทก็จะหาทางส่งสัญญาณให้อีกบริษัทหนึ่งรู้ว่าจะแบ่ง license กันยังไง แล้วตกลงกันเป็นนัยว่าอย่ามาประมูลแข่งกันเพื่อให้ราคาซื้อต่ำที่สุดเป็นต้น อย่าลืมว่าการติดต่อกันโดยตรงระหว่างการประมูลผิดกฏหมายแต่การส่งสัญญาณผ่านกลไกการประมูลไม่ผิด ตัวอย่างของการส่งสัญญาณง่ายๆคือ สมมติว่าบริษัท A ส่งประมูล license หนึ่งที่เราเป็นคนให้ราคาสูงสุดอยู่ชื่อตลาดว่า XX-225 เราอาจจะส่งประมูล license ที่บริษัท A ถืออยู่ทับไปเป็นจำนวน 1,000,225 บาทเพื่อส่งสัญญาณให้ A รู้ว่าอย่ามายุ่งกับ license ของเรานะ ไม่งั้นโดน ผลลัพธ์คือราคาขายต่ำและอาจจะส่งผลทำให้ผลลัพธ์ไม่ efficient อีกก็เป็นได้

รัฐบาลอีกนั่นแหละที่ต้องมานั่งปวดหัวว่าจะออกแบบการประมูลอย่างไรถึงจะทำให้ gaming behavior พวกนี้หมดไป บางคนอาจจะบอกว่าไม่ต้องสนใจกับ initial allocation ก็ได้ เพราะตาม Coase theorem การ bargaining จะทำให้เกิด efficient allocation of property rights แต่อย่างลืมว่าในความเป็นจริง ตลาดมี friction มากมายที่ทำให้ไม่เกิด bargaining ทางที่ดีที่สุดก็คือต้องออกแบบการประมูลที่ทำให้ initial allocation มีประสิทธิภาพสูงสุดนั่นเอง

Friday, September 12, 2008

The Secret


เร็วๆนี้พี่ห้องข้างๆให้หนังสือมาอ่านเล่น ชื่อ The Secret แต่งโดย Rhonda Byrne เข้าใจว่าเป็นหนังสือและสารคดีที่ดังมากตอนที่มันออกมา ขายไปสี่ล้านเล่มและอีกสองล้านแผ่นDVDภายในหกเดือนแรกที่ออก พอได้มาเราก็เปิดอ่านผ่านๆ สิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกก็คือเรื่อง 'กฎของการดึงดูด(ของความคิด)" หรือ "Law of Attraction
" แนวคิดหลักๆก็คือ ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตเรา เราเป็นคนดึงดูดเข้ามาเอง ที่เราดึงดูดสิ่งใดๆเข้ามาก็เพราะเรามีมโนภาพเกี่ยวกับสิ่งนั้นอยู่ในใจ เรากำลังคิดอะไรก็ตาม เราก็กำลังดึงดูดสิ่งนั้นเข้ามาหาเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่จับต้องได้หรือไม่ก็ตาม เป็นเหตุการสิ่งของสภาวะ อะไรๆเราก็ดึงดูดมันเข้ามาได้ ขั้นตอนมันมีสามขั้น 1.Know what you want and ask the universe for it. 2.Feel and behave as if the object of your desire is on its way. 3.Be open to receiving it. เน้นที่ข้อสองมากหน่อยก็คือไม่ได้ให้ 'อยาก' นะ ให้ 'เชื่อ' ไปเลย ให้รู้เหมือนกับว่าเราได้สิ่งที่เราต้องการมาแล้ว ไม่ใช่แค่อยากได้สิ่งนั้น เอาเป็นว่าโดยรวมๆมันก็คือพลังของการคิดด้วยบวกในแบบนึงน่ะแหละ เค้าก็พยายามจะสอนว่า คิดยังไงก็เป็นแบบนั้น ความคิดเป็นพลังดึงดูดชนิดหนึ่ง คิดดีๆเชื่อมั่นดีๆไว้แล้วสิ่งดีมันจะเข้ามาจริงๆ

...แต่เอาจริงๆเราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่เลย ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อในหลักการของมัน ก็เชื่อว่ามันมีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่คิดจะทำตามเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เรารู้สึกมากกว่าว่า คนเราทุกข์เพราะคิด แค่เริ่มคิดก็เริ่มเหนื่อยแล้ว คิดยาวๆยืดๆเข้มๆแบบที่เค้าบอกยิ่งแล้วใหญ่.... จะคิดบวกคิดลบมันก็คิดไปทั้งนั้นแหละ ไม่เอาไว้หรอก...

-จบแบบนี้แหละ ฮึ...
-ขอบคุณพี่เจี๊ยบพี่พีและพี่ติ๊ก ที่มา comment อันก่อน ทำให้อยากหาอะไรเขียน
-รูปโดย Immagina at flickr.com


Thursday, August 28, 2008

...


ช่วงนี้จริงๆอยากเขียน blog อยู่มากเหมือนกัน เพราะเห็นคนอื่นๆขยันเขียนกัน อ่านแล้วก็ชอบ อยากเขียนอะไรออกมาบ้าง แต่ตัวเราเองช่วงนี้นึกหัวข้อเป็นชิ้นเป็นอันที่จะเอามาเขียนไม่ค่อยออก... ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะช่วงนี้เราอยากอยู่กับตัวเองเงียบๆ อยากอยู่ดูจิตใจและสอนตัวเองอยู่เฉยๆเงียบๆก่อน จริงๆเมื่อก่อนเคยทำแบบที่ว่านี้ได้ดี แต่ก็ทอดทิ้งลืมทำไปช่วงใหญ่ๆ และตอนที่ได้กลับกรุงเทพไปครั้งล่าสุด ไปหาพระองค์หนึ่งด้วยความอยากฟังธรรม แต่กลับได้รับคำตักเตือนมาว่า การย้อนมองตัวเองสอนตัวเองเป็นวิถีของบัณฑิต การไปมองคนอื่นก่อนตัวเองเป็นวิถีของคนพาล เราจึงควรตรวจสอบตัวเองว่า การกระทำทาง กาย วาจา ใจ ของเรายังพัฒนาให้ดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ ยังมีวิสัยทาง กาย วาจา ใจ ที่เรายังหยาบอยู่อีกหรือไม่? ให้คนอื่นสอนมันก็แค่นั้น มันต้องสอนตัวเอง คนอื่นไม่รู้หรอกว่า เราทำตัวเองให้ดีกว่านี้ได้อีกหรือไม่ แค่ไหน ยังไง ฟังแค่นี้ตอนนั้นน้ำตาจะไหลแต่ต้องกลั้นไว้เพราะอายคนอื่น ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรมากแต่ประโยคเท่านั้นมันถึงอกถึงใจเราจริงๆ มันรู้เลยว่าเราลืมดูตัวเองแบบชัดๆมานานแล้ว เรามันหยาบๆอยู่แท้ๆ พอไม่มีใครเตือน ใครสอนใกล้ๆก็ลืมมองจิตใจตัวเองไปเลย ปล่อยหลงๆเผลอเพลินๆไปๆ ต้องกลับมาเร่งดูตัวเองสอนตัวเองใหม่แล้ว ไม่ทำไม่ได้แล้ว เสียเวลามาหลายเดือน ช่วงนี้พอว่างจากงานก็จะพยายามมีสติ ดูความเคลื่อไหวของใจตัวเองไปเรื่อยๆ ดีก็รู้ แย่ก็รู้ แต่คงตั้งใจมากไปหน่อย ก็เลยทำให้หมดความคิดและคำพูดทั่วๆไปที่อยากจะบอกคนอื่นไปบ้าง

นั่นแหละ... ก็เลยเขียนไม่ออก.... แต่อ่านออกนะ เข้า blog เพื่อนบ้านทุกวันอยู่...

คิดอะไรน่าสนใจออกแล้วจะมาเขียนแล้วกัน...

-รูปโดย imago 2007 at flickr.com

Sunday, June 22, 2008

Death Is Upon Us


วันนี้ได้ข่าวจากทางกรุงเทพว่ามีญาติคนหนึ่งตรวจพบมะเร็งระยะที่สี่ในตับ นี่ก็เป็นคนใกล้ตัวคนที่สามแล้วที่ตรวจพบโรคนี้ในระยะที่ยากต่อการรักษา สองคนก่อนหน้านี่ก็เสียชีวิตไปแล้ว เหตุการนี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่เราอยากเขียนแต่ไม่เคยได้เขียนมาก่อน คือเรื่องเกี่ยวกับความตาย มองให้ถูกต้องแล้วความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา เรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมันเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่มงคล เรื่องน่ากลัว เรื่องไม่ควรกล่าวถึง อะไรทำนองนั้น เพราะอะไร และมันถูกต้องแล้วหรือที่เป็นแบบนั้น...


ที่คนเราไม่ชอบพูดถึงหรือคิดถึง เรื่องความตายก็น่าจะเพราะมันหมายถึงความ เปลี่ยนแปลง ความสูญเสีย พลัดพราก โศกเศร้า ชุดดำ มันก็ใช่น่ะแหละ ความตายมันก็ทำให้คนจากกันจริงๆน่ะแหลพ แต่จริงๆเราควรจะต้องกลัว ต้องหลีกเลี่ยงมัน มองความตายเป็นเรื่องในด้านลบแค่ไหน? มองดีๆความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคน มันเป็น"ธรรมดา"ของชีวิต เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก มันธรรมดา เราไม่ร้องโวยวายเมื่อพระอาทิตย์ตกเพราะเรารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็วนๆไปแบบนั้น ถ้าใครอยากให้พระอาทิตย์ไม่ตกหรือไม่ขึ้นมันก็ทุกข์ มันจะหาความสงบไม่ได้เลย เพราะคิดผิดสวนกับธรรมดาอยู่ จริงๆคนเกิดคนตายก็เหมือนกัน เคยมีพระองค์หนึ่งกล่าวประมาณไว้ว่า ทำไมตอนคนตายเราร้องไห้ ตอนคนเกิดเราดีใจ ถ้ามองให้ตลอดสายเพราะมีเกิดขึ้นมาน่ะแหละมันถึงมีตาย ใช่ไหม? ไม่เกิดก็ไม่ตายหรอก งั้นเราก็ร้องไห้รอตั้งแต่ตอนเด็กเกิดเลยแทนได้ไหม? ความเกิดความตายน่ะมันอันเดียวกันแหละ เหมือนต้นไม้ มันมีโคนมันก็มีปลาย แต่มันก็อันเดียวกันน่ะแหละแค่คนละฝั่ง นี่อาจจะเป็นตัวอย่างที่อาจจะยากเกินไปสำหรับเราๆที่จะเข้าใจได้เต็มที่ แต่มันก็ให้แง่คิดได้นะ ว่า ตายมันเรื่องธรรมดา มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มองมันให้เป็นกลางๆกันเถอะ


จริงๆแล้วการมองความตายให้เป็นเรื่องธรรมดาทำความรู้จักมันอย่างเป็นกลางมีประโยชน์มากมาย อย่างแรก ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เช่นอย่างที่เคยเขียนไว้ในบทความเก่าๆ ในกรณีคนรัก การที่รู้ว่าเราทุกคนอยู่กันอย่างชั่วคราว มันก็ช่วยเตือนให้เราอยู่ในส่วนที่ดีของความสัมพันธ์ได้มากขึ้น ปล่อยวางสิ่งที่สร้างความรำคาญใจไปได้ง่ายขึ้น อภัยกันได้ง่ายขึ้น ไม่ระหองระแหงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะเสียเวลาที่ด้วยกันอย่างจำกัด หรือในชีวิตทั่วไปการที่ระลึกได้ว่าเราจะตาย มันก็อาจะทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่ดีมากขึ้นในทำนองเดียวกันเช่นกัน อยากเร่งทำสิ่งที่ดี ในช่วงเวลาที่มีอยู่ หรือในแง่ที่ตรงๆกว่านั้น การมองความตายให้เป็นเรื่องธรรมดา มันก็ทำให้เราพร้อมรับมือเมื่อเราต้องเผชิญกับมัน กลัวมันน้อยลง ทุกข์น้อยลง มีความสงบใจได้มากขึ้นเมื่อต้องเจอกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนอื่น หรือแม้กระทั้งตัวเราเอง คนธรรมดาอย่างเราๆ ถ้าเราเข้าใจได้ 50% ว่าตายเป็นเรื่องธรรมดา เราก็สบายขึ้น 50% แล้วเหมือนกัน ตอนต้องเจอกับมัน ความตายไม่น่ากลัวหรอก ทุกข์เพราะมันต่างหากที่น่ากลัว


มีสติ พิจารณาทุกสภาวะของชีวิตให้ตรงตามความจริงให้มากที่สุด ช่วยได้เสมอ ช่วยได้ทุกเรื่องครับ

-ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งที่เราพอจะเหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหนัก กินผักผลไม้น้อย ไม่ออกกำลัง unsafe sex และมลภาวะทางอากาศ รักษาสุขภาพกันนะครับ
-ไม่ได้เขียนนานรู้สึกอืดๆ

-รูปโดย Guillemo Salinas at flickr.com

Monday, March 10, 2008

คู่กัน


เมื่อซักอาทิตย์ที่แล้ว Blogเพื่อนบ้าน ได้มี Entry ที่น่าสนใจในชื่อ "เกิดมาให้รัก" ให้อ่าน Concept มันก็มีอยู่ว่า "คนบางคนเกิดมาให้เรารัก ไม่ได้เกิดมาคู่กัน" (กรุณาคลิกไปอ่านต่อเองถ้าสนใจ) วันนี้เลยอยากเล่าเรื่อง ของความรักกับความเป็น"คู่กัน"ในมุมที่เคยฟังมาบ้าง

อย่างแรก ต้องยอมรับก่อนว่า "คู่กัน" เนี่ยจริงๆแล้วมันมีหลายแบบ อย่าไปคิดว่าคู่กันมันคือคนรักกันสุดๆเท่านั้น ความเป็นคู่มันมีตั้งแต่ "คู่เวรคู่กรรม" แบบที่อยู่กันไปทะเลาะกันไป ตบตีต่อยเตะ เหมือนจะเกลียดกันบ้างกลัวกัน ับ้างแต่ก็อยู่ด้วยกันไปได้ ไปจนถึงสุดอีกขั้วหนึ่งรักกันล้วนๆไปจนวันตายแบบ Romeo&Juliet หรือ"คู่แท้"อะไรแบบนั้น แล้วก็ยังมีแบบที่อยู่กลางๆระหว่างสองขั้วนี้ อยู่กันด้วยความเข้าใจด้วยความเป็นเพื่อน รัก 50% อื่นๆ50% ก็ยังมี ทั้งหมดนี้มันก็คู่กันทั้งนั้นแหละ ผมคิดว่าคนที่ได้อยู่ด้วยกันในชีวิตหนึ่งมันก็คือคู่กัน แบบsupernaturalหน่อยก็บอกได้ประมาณว่า ทำบุญมาด้วยกันดีแค่ไหน และต้องมาใช้กรรมกันแบบไหน นั่นแหละที่ ตัดสินรูปแบบของการเป็นคู่กัน และรูปแบบของคู่บอกไว้ทั้งหมดนี้ก็มีให้เห็นจริงๆในสังคมใช่ไหม คู่สามีภริยาที่รักกันมากมายดูแกกันและกันจนแก่เฒ่า ที่เราเห็นแล้วรู้สึกอิจฉา ไปจนถึงคู่ที่ทะเลาะกันไม่เว้นวัน มีปัญหาสารพัด จนสงสัยว่ามันอยู่กันยังไงหว่า ก็มีให้เห็นเยอะเหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำอธิบายแบบข้างต้นก็คือ ในมุมหนึ่งมันสอนอะไรบางอย่างกับเราได้ คือมันสอนว่า บางทีเราก็ไม่ได้เลือกได้ขนาดนั้นหรอกที่จะให้มีคู่ชีวิตที่เรารักที่สุดมาอยู่ด้วย หลายๆคนโดยเฉพาะตอนเด็กๆหน่อย (เคยเป็น) จะรู้สึกว่ามันต้องรักกันมันส์ระเบิดสิถึงจะคู่กันจริง แต่มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก มีคนบอกว่าให้ลองดูคนที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่าเรา สมมุติว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จักรพรรดิของประเทศต่างๆ ของแต่ละยุค หรือ Hero ในดวงใจที่เรารู้สึกว่าชีวิตเค้าสมบูรณ์เลยก็ได้ คนพวกนี้อาจจะเรียกได้ว่ามีบุญมากกว่าเรามากๆเลยใช่ไหม แล้วดูสิว่าคนเหล่านั้นเค้ามีความสมบูรณ์แค่ไหนในเรื่องคู่ชีวิต พวกนั้นเค้ารักกันมากมายมีความสุขชั่วกาลนานแบบในนิยายหรือ จริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย มันก็มีตั้งแต่ดีจนถึงไม่ดี รักไปจนถึงไม่ค่อยรักเหมือนกัน แล้วก็กลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นคนธรรมดาๆ จะหวังให้มันรักกันสมบูรณ์ถึงมาเป็นคู่กันได้เสมอหรือ

บทสรุปมันก็เหมือนกับที่มีใน Blog เพื่อนบ้านที่กล่าวถึงข้างบนน่ะแหละ ก็คือคู่กันมันไม่ต้องรักกันหมดชีวิตก็ได้ หรือรักกันมันไม่ต้องคู่กันก็ได้ คนที่ได้มีคู่ที่รักกันมากได้นานๆก็ถือว่าโชคดีไป ส่วนที่เหลือที่รักน้อยๆลงมามันก็ต้องเข้าใจว่าคู่กันมันก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่างที่เข้ามาเสริมก็ได้ อยู่ในส่วนดีๆของความเป็นคู่กันให้เยอะที่สุด ฉลาดในการอยู่ร่วมกัน ใช้ปัญญาคุ้มครอง ก็มีความสุขได้แล้วไ ม่ว่าจะคู่กันแบบไหนก็ตาม....


-ภาพชื่อ How many years have I hated you? โดย http://www.flickr.com/photos/cultkid/218028477/

Sunday, February 24, 2008

Political Blah Blah...


ทำไมคนขับTaxiในสิงคโปร์ชอบชวนคุยเรื่องการเมืองไทย? นี่เป็นคำถามที่ผมสงสัยอยู่เสมอ คำตอบเบื้องต้นที่นึกได้ก็คือ เค้าไม่มีเรื่องการเมืองของประเทศเค้าเองให้คุยน่ะสิ แปลว่าเราอาจจะควรดีใจที่การเมืองไทยมีอะไรสนุกๆให้พูดถึงได้เรื่อยๆ แม้คนที่นี่ก็ยังรู้ (แต่เรื่องสนุกไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องดีเสมอไป) มันอาจจะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนเมืองที่จะอยากเกี่ยวข้องหรือพูดคุยเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง เหมือนเป็นความต้องการๆแสดงออก civil right ในฐานะที่อยู่ในสังคมล่ะมั้ง หรือในอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะสื่อที่มีส่วนทำให้เรื่องการเมืองมันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันจำเป็นแค่ไหนเหมือนกัน


จริงๆช่วงนี้เรื่องการเมืองที่เราสนุกด้วยอยู่ก็คือการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ถ้าใครเคยติดตามบ้าง ก็น่าจะรู้สึกว่ามันเป็น Popular Politic ที่สนุกดี และมีอะไรให้ติดตามอย่างสร้างสรรค์ โดยรวมๆที่เราดูอยู่ในตอนนี้ ก็คือการแข่งขันระหว่าง Hillary Clinton กับ Barack Obama ในการเป็นตัวแทนของพรรค Democrat เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิปดี การ Debate ระหว่างผู้สมัคร วิธีการหาเงินมาใช้ใน Campaign, Speech, Website ของผู้สมัคร องค์ประกอบต่างๆในการหาเสียง ระดับการแข่งขันกัน มันดูล้ำหน้ามากๆ ยิ่งเป็นการแข่งขันระหว่างผู้หญิงและคนผิวสีเพื่อการเป็นประธานาธิปดีในคราวนี้ก็ยิ่งน่าใจเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย เอาเป็นว่าโดยรวมๆก็คือระบบและแผนการทำงานการเมืองที่เราได้เห็นทำให้เราอยากติดตาม เพราะมันทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้มุมมองและความรู้ไปในตัว มีอะไรให้คิดตามแบบประเทืองปัญญา และที่สำคัญก็คือบรรยากาศรวมๆในการเมืองแบบนั้นมันเป็นบวก เป็นPopular Politic ที่น่าติดตามดีจริงๆในสหรัฐอเมริกาช่วงนี้



สำหรับการเมืองไทยตอนนี้ จริงๆเราก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก รู้ว่ามีรัฐบาลใหม่ นายกและคณะรัฐในตรีใหม่... โดยเบื้องลึกไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดียังไงเหมือนกัน รู้แค่ว่านายกคนปัจจุบันหน้าตายิ้มแย้ม ใช้ภาษาสวยงาม และทำอาหารอร่อย (?) (แน่ใจในสองข้อแรก ข้อสามเดาเอา (??)) เอาเป็นว่ารวมๆเรารู้สึกว่าบรรยากาศโดยรวมมันเป็นลบอยู่ บรรยากาศไม่ชวนติดตาม เหมือนรู้ไว้ผ่านๆก็พอ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าสนใจมากไปก็เท่านั้น มันไม่ได้ให้อะไรที่เป็นบวกกับชีวิตตอนนี้นัก ถ้าถึงเวลาที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆค่อยสนใจก็คงได้ จริงๆแล้วตอนเด็กๆเคยสนใจชอบงานที่เกี่ยวกับรัฐเกี่ยวกับการบริหารนะ เพราะรู้สึกว่ามันมีผลกระทบต่อส่วนรวมได้เยอะดี แต่จากเท่าที่ได้เห็นระหว่างที่โตมาทำให้รู้สึกว่าปัจจัยที่จะทำให้เราทำได้ดีหรือไม่ดีในระบบแบบที่ไทยมีอยู่ มันอยู่มีเยอะมากที่เราไม่เข้าใจหรือรู้สึกว่าทำไม่ได้ เราไม่มีแรงพอ ตอนนี้ก็เลยรู้สึกๆกลางๆ กับมันดีกว่า เพราะถ้าไปยุ่งเกี่ยวมากๆแล้วจะอึดอัดได้ ขออยู่ห่างๆก่อนดีกว่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้หมดหวัง แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าหวังไม่ได้มากนักนะ ขอดูเฉยๆไกลๆดีกว่าๆ...


ระหว่างที่ไม่ค่อยสนการเมืองไทยก็มาดูหนังฟังเพลงไทยกันไปก่อนดีกว่า;








-เมื่อวานไปทำงานเลือกตั้งสมาชิกวฒิสภาที่สถาทูตไทยในสิงคโปร์ ในแบบฟอร์มที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรอก มีช่องหนึ่งเป็นหัวข้อ "สถานะที่มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์" ซึ่งปกติก็ควรจะกรอกเป็น ทำงาน-นักเรียน-PR อะไรแบบนั้น แต่มีแรงงานไทยท่านหนึ่งกรอกในช่องว่างนั้นไว้ว่า "ลำบากมาก" อ่านแล้วสะเทือนใจดี



-รูปจาก TIME.com หัวข้อ Photo Essay "Being Obama"


-สนันสนุน Barack Obama ครับ


-Teaser หนังใหม่ของ GHT " ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ้น" ดูเหมาะกับวัยรุ่นดีนะ

Friday, February 15, 2008

Curse of Simplification

การ simplify ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องการการสร้างโมเดล แม้ว่าจิตใต้สำนึกของเราจะอยากให้แบบจำลองของเรามีความซับซ้อนเพราะผู้อื่นที่สนใจงานของเราจะสามารถทำความเข้าใจผลงานไดง่าย้ จุดนี้ต่างกับงานศิลปะอยู่บ้างตรงที่ภาระนี้ตกอยู่กับผู้สร้างผลงานในขณะที่ทางศิลปะ ภาระนี้ตกอยู่กับผู้ชมผลงาน น่าจะมีวิชา research paper appreciation บ้างแฮะ


การวิจัยเกี่ยวกับโลกนั้นมีความซับซ้อนเนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบมีอยู่มากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่สัมผัสไม่ได้ ระบบปิดที่แท้จริงแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย เราต้องคำนึกถึงตัวแปรภายนอกระบบ จิตใต้สำนึกของเรามักจะอยากให้แบบจำลองมีความซับซ้อนเพียงพอที่จะจำลองทุกอย่างทั้งในระบบและนอกระบบแต่สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้นทุนของการคำนวณและการสูญเสีย traceability ซึ่งทำให้คนอื่นๆเข้าใจได้ยากไปด้วย ในการพยากรณ์อากาศ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องมีมากมาย ความชื้น ความกดอากาศ ผีเสื้อ นกยูง แต่การจะเอาตัวแปรที่มีผลกระทบต่ออากาศจากทั่วโลกมาทำนาย อาจจะทำให้การคำนวณผลล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงก็ได้ นักพยากรณ์จึงพยายามตัดตัวแปรที่มีนัยสำคัญน้อยออกไปเพื่อลดต้นทุนการคำนวณลงโดยที่ผลการทำนายมีความผิดพลาดที่ยอมรับได้ อาจารย์ของผมเคยพูดไว้ว่าถ้าทำให้แบบจำลองมีความซับซ้อนขึ้นโดยที่ได้ epsilon-improvement ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ (epsilon เป็นตัวอักษรที่ใช้แสดงถึงจำนวนจริงที่เล็กมากๆ)


ในทางกลับกันการ simplify อาจจะทำให้ intuition ที่สำคัญขาดหายไป เช่น ถ้าเรา simplify เศรษฐกิจว่ามีผู้บริโภคที่มีอัตถประโยชน์ขึ้นอยู่กับประมาณการบริโภคเพียงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับรสนิยม เราก็จะไม่สามารถอธิบายได้ว่า market segmentation เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นอธิบายยากเสมอเพราะจิตใจเรามันคาดเดาแทบไม่ได้ ทางเศรษฐศาสตร์จะสมมติว่ามนุษย์ rational เพื่อ simplify ทั้งๆที่ความจริงใจเราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางวันชอบกินเค้ก อีกวันอยากลดความอ้วนเลยไม่กิน อีกวันอกหักอยากกินอีกแล้ว และมันก็คงแปลกๆถ้ามีสมการพฤติกรรมอธิบายว่า ความรัก = ความงามผู้ชาย x ความงามผู้หญิง + ปริมาญการคุยกัน + ดวง สมการนี้ก็ดูจะ oversimplify ไปหน่อย


เรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นนอกเหนือจากวิทยศาสตร์ได้ เช่น ในเรื่อง Love Foolosophy 2.0 - Valentine's Day Special ที่คุณพีร์เขียนเรื่องความรักในอุดมคติไว้ว่าโดยมีสมมติฐานว่า ระดับความสุขของเรามันไปขึ้นอยู่กับระดับความสุขของคนอื่นผลที่ได้คือความสุขของทั้งสองฝ่ายจะขึ้นอยู่ต่อกันและกัน ทำให้ เกิด give and take ขึ้น โมเดลนี้ก็เป็นการ simplify ที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่าย และยังสื่อสารข้อความที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านรับรู้ได้ชัดเจน แต่ถ้าอยากจะทำให้โมเดลนี้มีความซับซ้อนขึ้นไปอีก (จนขาดความเข้าใจง่าย) และมี insight มากขึ้นก็ต้อง สมมติว่าการทำอะไรให้อีกฝ่ายหนึ่งมีต้นทุน และความสุขของแต่ละฝ่ายจะขึ้นอยู่กับการกระทำของอีกฝ่ายแบบ concave ความสุขที่ได้รับจากการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นสัดส่วนกับความสุขที่ฝ่ายตรงข้ามได้รับจริง แต่ละคนจะทำอะไรให้อีกฝ่ายจนถึงจุดที่ทำให้ความสุขที่ได้รับกลับมากมาลบกับต้นทุนได้มากที่สุด เพราะเหตุนี้เราจึงเห็นว่าแต่ละฝ่ายทำอะไรให้กันไม่มากจนเวอร์เหมือนกับในละคร ความแตกต่างของการแสดงออกของแต่ละคู่รักก็อาจจะเกิดจากต้นทุนของการทำอะไรให้อีกฝ่าย การ aware ถึงความสุขที่ได้รับจากความสุขของอีกฝ่าย เป็นต้น โมเดลนี้มี insight (ที่ไม่ค่อยจำเป็น) เพิ่มขึ้นแต่ก็มีจุดอ่อนอีกมากเพราะ oversimplify ความรักไป ความรักมี random factor เยอะ เป็น art เกินกว่าจะโมเดลออกมาได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าสนใจอยากอ่านโมเดลพวกนี้จริงๆก็ลองค้นคำว่า the economics of love ดูนะครับ


บทสรุปแบบไม่ค่อย extreme คือ อย่า oversimplify จนทำให้ขาด insight แต่อย่าซับซ้อนเกินไปจนเข้าใจยากครับ คุณ Paul Krugman ใช้คำว่า “minimum necessary model” เป็นหลัก การสร้างโมเดลที่ง่ายแต่มี intuition นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เราต้องเข้าใจอะไรอย่างลึกซึ้งก่อนที่เราจะพัฒนาโมเดลที่สามารถย่อสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดได้ คงเคยเห็นอาจารย์ที่สามารถอธิบายอะไรได้เข้าใจง่ายสุดๆ นั่นแปลว่าเขาต้องรู้เรื่องๆนั้นเยอะมากๆ การ complicate มันง่ายแต่การ simplify มันยากครับ

Saturday, February 9, 2008

Love Foolosophy 2.0 - Valentine's Day Special


รักตัวเองหรือรักคนอื่นอยู่? นี่เป็นคำถามที่หลายๆครั้งเราควรจะถามตัวเองเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ใดๆ มันเป็นคำถามที่มีประโยชน์เพราะในธรรมชาติของความรักมันจะปะปนกันเสมอ ระหว่างรักตัวเอง กับรักคนที่เรารัก...

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมเห็นว่าความรักแบบทั่วๆไปมันมีธรรมชาติที่ไม่ได้Selflessอยู่แล้ว ความรักที่มีตัวเองอยู่มากๆมันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในหลายๆครั้งๆความรักมันหมายถึงว่าเราอยากให้คนอื่นมีความสุข ระดับความสุขของเรามันไปขึ้นอยู่กับระดับความสุขของคนอื่น เราจะมีความสุขได้เมื่ออีกคนมีความสุข ถ้าคนอื่นไม่มีความสุข เราก็ยังสุขไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะทำอะไรก็ตามเพื่อจะให้คนๆนั้นมีความสุข เพื่อเราจะได้มีความสุขได้ด้วย จริงๆจะเห็นได้ว่าเหตุการแบบนั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอ และมันก็เป็นเรื่องดีทีเดียว มันค่อนข้างจะเป็น win-win ใช่ไหมถ้าทั้งสองฝ่ายรู้สึกแบบข้างต้นเหมือนกัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความสุขของทั้งสองฝ่ายจะขึ้นอยู่ต่อกันและกัน สิ่งที่ทำก็เพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข มันก็จะดีต่อกันสะท้อนกันไปเรื่อยๆเพราะอยากให้อีกฝ่ายมีความสุขและตัวเองก็มีความสุข ให้ไปและรับมาเรื่อยๆ เป็นวงกลมไปแบบนั้น

แต่บางครั้งถ้าไม่ดูให้ดีปัญหามันก็จะเกิดขึ้น เพราะความรักตัวเองของเรานี้บางทีมันมากเกินไปขึ้นมาได้ มันจะเกินไปจากกรณีข้างต้น กลายเป็นว่ามีความรักความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ตัวอย่างที่เห็นอยู่ในหลายครั้งก็เช่นกรณี Emotional Blackmail มันจะเกิดขึ้นเมื่อคนเอาความรักเป็นเครื่องขู่เข็นให้ทำตามใจ มันจะมาในรูปแบบของ "ถ้ารักจริงต้องทำอย่างนี้ๆ ถ้าไม่ทำแปลว่าไม่รัก" หรือ "เพราะฉันรักเธอ เธอต้อง...." แบบนี้มันก็ต้องแยกประเด็นใช่ไหม รักก็คือรัก ตามใจก็คือตามใจ ความอยากส่วนตัว ความถูกต้อง สิทธิ หน้าที่ มันคนละอันกันหมดเลย อย่าให้มันปนกันเลย ปนกันแล้วมันจะแยกได้ยาก โดยรวมๆก็คือการเอาความอยากของตัวเองมาเป็นหลัก เอาเงื่อนไขหยาบๆมาใช้เพื่อสนองความต้องการของตัวเองมันจะทำให้ระดับความรักมันลดลงได้นี่เอง

ในอีกแบบ หลายๆมักจะเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในสภาพ Extreme อย่างใดอย่างหนึ่งเพราะความรักที่มีให้กับคนอื่น แต่จริงๆสภาพแบบนั้นมันเกิดเพราะรักตัวเองต่างหาก ตัวอย่างก็เช่นอย่างที่เคยเขียนไว้ใน entry เก่า ถึงพวก Love Intelligence ต่ำๆ พอผิดหวังก็ฟูมฟาย ขุดดิน กินหญ้า คนพวกนั้นอยู่ในสภาพนั้นเพราะรักตัวเองซะส่วนใหญ่นะถ้าดูให้ดีๆ แต่หลอกตัวเองว่าเป็นเพราะความรักที่มีให้กับคนอื่น ลองแยกอารมณ์ความรู้สึกกันให้ดีๆสิ ลองดูให้ดีว่าฐานมันมาจากความรักตัวเองหรือคนอื่น ผมว่าตัวเองทั้งนั้นแหละ รักคนอื่น-เราเสียใจ มันไม่เป็นเหตุเป็นผลกันถูกไหม เราเสียใจเพราะมันไม่เป็นไปตามที่เราอยากต่างหาก มันเรื่องของเราแท้ๆ หรือง่ายๆก็นั้นก็ลองฟังเนื้อเพลงอกหักของ Potato ดูก็ได้ เกือบทุกเพลงออกมาจากความรักตัวเองก่อนหมดเลย แต่ฟังผ่านๆแล้วเหมือนเป็นเพราะความรักคนอื่นหมดเลยเหมือนกัน แบบนั้นแหละที่เกินขึ้นบ่อยในสังคมทั่วๆไป การรู้แบบนี้จริงๆก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีประโยชน์อะไร แต่ผมว่ามันอาจจะทำให้เราหลุดออกจากอารมณ์ไม่พึงประสงค์ได้ง่ายขึ้น พอรู้ว่านี่มันแค่เราทำกับตัวเองแท้ๆเราก็อาจจะปล่อยมันไปได้ง่ายขึ้นล่ะมั้ง...

เอาเป็นว่าก็ลองดูกันให้ดีแล้วกันว่าในความสัมพันธ์ใดๆเรานึกถึงตัวเองมากเกินไปหรือปล่าว คนเราสามารถรักตัวเองและคนอื่นไปพร้อมกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำให้มันสมดุลย์ก็แล้วกัน เนื่องในโอกาศก่อนวันValentine'sก็หวังว่าทุกคนจะเรียนรู้เรื่องของความรักกันต่อไป รักอย่างไรให้เศร้าหมอง รักอย่างไรให้ผ่องใส รักอย่างไรให้อ่อนแอ รักอย่างไรให้เข้มแข็ง รักอย่างไรทำให้มีความสุขได้แค่ชั่วคราว รักอย่างไรให้สุขยาวๆได้ และที่สำคัญรักอย่างไรทำให้เราสามารถให้ความสุขกับคนอื่นได้อย่างมีเงื่อนไขน้อยที่สุด ถ้าดึงข้อดีของความรักออกมาได้หมด กำจัดข้อเสียให้ได้เยอะๆ ต่อให้ยากยังไงก็คุ้มค่าแน่q


Happy Valentine's Day ล่วงหน้าครับ...

แถม Quote อีกหน่อยแล้วกัน;

"We are not the same persons this year as last; nor are those we love. It is a happy chance if we, changing, continue to love a changed person." ~W. Somerset Maugham


-ถ้าใครยังไม่เคย เชิญอ่านEntryเก่า "Love Foolosophy" ต่อเนื่องกันไปได้ เพราะเนื้อหาสำคัญที่อยากเขียนในหัวข้อนี้ส่วนใหญ่อยู่ในนั้นหมดแล้ว
-รูปโดย Jun Gil at Flickr.com

Extremist จังครับ

เราเห็นคนปกติพูดเป็น extremist จนชิน ชอบ เกลียด เลว ดี ขาว ดำ ฟังไปฟังมาก็ชิน ไม่สนว่าประโยคนั้นถูกหรือผิด “คุณพีร์มันเลวสัด มันตัวเงินตัวทองมาก” จริงๆแล้วพีร์อาจจะมีข้อเสีย 10% ข้อดี 90% เราพูดถึง 10% นั้นโดยใช้คำพูด extreme ไอ้เจ้า10% นั้นเลยฟังดูเป็น 100% ไป

ในโลกไม่มีอะไรที่ extreme ทุกอย่างจะ relative กับ context ถ้าเทียบกับ context ที่ผู้พูดคิด สิ่งที่พูดอาจจะเป็น extreme ได้ แต่มันมักจะมี context ที่กว้างกว่าอยู่เสมอ การตีกรอบ context ให้มีขอบเขตที่ชัดเจนด้วยภาษาพูดนั้นเป็นไปได้ยาก ถ้าเราพูดเป็น formal language หรือพูดเป็นภาษาคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องพูดแบบเป็นสัจจธรรมตามหลักตรรกะไปเลย เช่น คุณพีร์เป็นคนดีถ้าคุณพีร็เป็นคนดี เป็นต้น

การพูดอะไรเป็น extreme ออกมาก็จะโดนหาข้อโต้แย้งได้ตลอด แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีประโยชน์ซะเลย ที่ผ่านมาเราเห็นบ้านเราถูกชักนำผ่านสื่อต่างๆที่นำเสนอข้อมูลแบบ extreme โดยผู้ ”กู้ชาติ” หรือนายทักษี ลองคิดเล่นๆว่าถ้านักวิชาการการเมืองออกมาพูดแบบเทาๆจะชักจูงคนได้ขนาดนั้นไหม การจะชักจูงคนด้วย extremist ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ฟังว่าเขา aware ความเป็น extremist ของผู้พูดหรือมีอารมณ์ร่วมกับความ extreme นั้นๆไหม ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ฟัง เวลาพูดให้นักธุรกิจฟัง เราอาจจะนำจุดๆเดียวที่ดีมาพูดเป็น extreme แต่เวลาพูดให้นักวิชาการฟังอาจจะต้องพูดให้ปลอดภัย พูดเทาๆไว้ก่อน พูดกับเพื่อน “คุณพีร์มันเลวนิดหน่อย ดีเหมือนกันนะ” ก็จะฟังดูไม่สนุกอย่างแรง

ประสบการณ์สอนให้เรามองอะไรกว้างขึ้น มองอะไรจากหลายๆมุม มองอะไรเป็นเทาๆเป็น แต่ไม่ได้สอนให้คนใช้ extremist ไม่เป็นนะครับ บางครั้งคนฟังเราพูด เขาฟังทั้งประโยค แต่วลีๆเดียวเข้าหู ไม่ได้นำทั้งประโยคมาคิด พูดประโยค conditional ไปแต่ตัว condition ไม่เข้าหัว เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะเพิ่มมากขึ้น (หากเราสามารถเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศโซมาเลียสำเร็จ) หรือ ผมรักคุณมากๆๆๆๆๆ รักที่สุดๆๆๆ (ถ้าคุณไม่เป็นกระเทย) ถ้าคนไม่รับประโยค condition ในวงเล็บจะทำให้เขาเข้าใจผิดได้มาก ถ้าเราคิดว่าผู้ฟังตรรกะไม่ดี การสื่อสารแบบ extreme อาจจะมีประสิทธิภาพกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยไม่เพิ่มหรอก หรือ ผมไม่รักคุณแน่ๆ

สรุปก็คือใช้ extremist ให้ถูกเวลานะครับ แต่ยังไงก็ไม่อยากเขียนให้เข้าข้างคนฟังมาก เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่พูดเป็น extremist อยู่แล้ว แต่ยังไงเวลาฟังใครพูด extreme ไตร่ตรองหารสองหารสิบไปบ้างก็ดี บางครั้งสิ่งที่พูดมันมันบวกมันคูณกับอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน Talk is cheap ครับ เราก็ไม่ควรไปสนใจสิ่งที่ไม่มีต้นทุนในสายตาของผู้พูดมากเกินไป


จริงๆแล้วคุณพีร์เป็นคนดีครับ

Saturday, January 19, 2008

Hello, I Have A Horn Too...


มีข้อสังเกตุมานานแล้วว่า'แตรรถยนต์'เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนจำนวนมากในสังคมไม่รู้วิถีใช้อย่างถูกต้องและพอเหมาะ มันก็เหมือนกับเครื่องสำอางที่คนหลายๆคนชอบใช้มากเกินสมควร ผมรู้สึกว่าคนที่ขับรถหลายๆคนก็ใช้แตรกันพร่ำเพรื่อเกินไปเหมือนกัน แต่การบีบแตรบ่อยๆมันแย่กว่าการแต่งหน้าหนาเตอะตรงที่มันรบกวนคนรอบข้างในสังคมนี่แหละ และด้วยเสียงอันรบกวนโสตประสาทตัวเราเองและคนรอบข้างของแตรรถทำให้ผมรู้สึกว่าเราควรจะคิดให้ดีก่อนจะบีบแตรแต่ล่ะครั้ง และรู้สึกว่าใช้ให้น้อยที่สุดนั่นแหละคือดีที่สุด

ในขั้นแรก ผมมีความรู้สึกอย่างรุนแรงว่าเสียงแตรเป็นเสียงที่หนวกหูที่สุดที่เราจะได้ยินในชีวิตประจำวันหนึ่งๆ เป็นเสียงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกขัดเคืองแก่ตัวเองและคนรอบข้างได้ง่ายมาก มันไม่เหมือนเสียงกริ่งรถจักรยานใช่ไหมที่ฟังแล้วเรารู้สึกว่าน่ารักดี เมื่อเราบีบแตรตัวเราเองเสียสุขภาพจิต คนเดินไปเดินมารอบๆและคนขับรถทุกคนรอบๆก็คงเสียอารมณ์ไม่มากก็น้อยแน่ๆ มันเป็นเสียงที่ทำให้เกิดความไมสบายใจ เป็นเหตุให้รู้สึกทางลบ อึดอัดๆ เสียงแตรที่ได้ยินบนท้องถนนมันมีพื้นฐานแบบนั้น ในความเห็นส่วนตัวแตรมันก็เลยเป็นข้อยกเว้นในการขับรถมากๆ มันมีไว้ใช้ยามจะเป็นเท่านั้นจริงๆ เหมือนถังดับเพลิง ไม่บีบแตรเป็นNorm บีบแตรเป็นExeption ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อเลย

ง่ายๆเราควรจะตระหนักไว้เป็นหลักว่าจริงๆการบีบแตรมันมีไว้เพื่อใช้ส่งสัญญาณเพื่อประโยชน์ของการขับขี่เท่านั้น หลายๆคนบีบแตรโดยไม่เกี่ยวกับให้สัญญาณบนท้องถนนอะไรเลย ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุด คือไม่พอใจคนขับรถคันอื่นเลยบีบแตรแสดงความไม่พอใจ ง่ายๆเลยครับสมมุติว่ามีคนจอดรถคุยกัน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือคันข้างหลังบีบแตรใส่ ค้าง5 วินาที/ไม่ก็รัวใส่5ครั้ง 1วินาทีหรือ1ครั้งแรกอาจจะเพื่อให้สัญญาณ โอเคครับมีเหตุผลในวินาทีแรก แต่4ครั้งหรือ4วินาทีที่เหลือคือการด่า สังเกตุตัวเองกันดีๆนะครับว่าเราควรบีบแตรแค่ไหนและเพื่ออะไรอยู่ หรือๆหลายๆน่าจะเคยมีประสบการณ์เช่น เราติดไฟแดงอยู่คันหน้าสุด และไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เรากำลังเข้าเกียร์ ในฉับพลันTaxiข้างหลังบีบแตรไล่แล้ว!?!? แบบนี้เรียกว่าไม่จำเป็นเลยครับไม่รู้ทำกันทำไม


โดยสรุปผมค่อนข้างจะต่อต้านการใช้แตรผิดวัตถุประสงค์ทุกชนิด มีความตั้งใจตั้งแต่เริ่มขับรถว่าจะบีบแตรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเชื่อว่าเราสามารถขับรถเป็นเวลานานมากๆโดยไม่ต้องบีบแตรได้แน่ๆ ปีหนึ่งผมไม่คิดว่าผมต้องใช้มันเกิน10ครั้งหรอก ชีวิตบนท้องถนนมันไม่ได้จะลำบากขึ้นเลยแม้เราไม่ใช้แตร แค่ตั้งสติอดทน ใจเย็นๆ ขับสบายๆตามจังหวะไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็ไม่ต้องสร้างมลภาวะเพิ่มให้สังคมได้อย่างหนึ่งแล้ว

-รูปโดย Sky Kite at Flickr.com
-เขียนค่อนข้าง extreme เพราะไม่ชอบเสียงแตรอย่างจริงใจ