Thursday, July 17, 2008

สุภาษิตจีน

สงบได้ จะสำนึกในความวุ่นวายของตน
เงียบได้ จะสำนึกในความเพ้อเจ้อของตน
มีน้ำใจ จะสำนึกในการด่วนสรุปคนอื่นของตน

~สุภาษิตจีนโบราณ

Normality


มีเพื่อนคนหนึ่งใช้ Display Massage ใน MSN ว่า "ความธรรมดาคือศัตรูของความสำเร็จ"...

โดยส่วนตัวรู้สึกตรงกันข้ามกับประโยคนี่แฮะ.... ตรงกันข้ามเป๊ะเลย...


-photo by macropoulos at flickr.com

Thursday, July 3, 2008

มันจะเพราะเกินไปแล้ว...

Tuesday, June 24, 2008

WooHoo...



-Photo from Lawraa @ flickr.com

Sunday, June 22, 2008

Death Is Upon Us


วันนี้ได้ข่าวจากทางกรุงเทพว่ามีญาติคนหนึ่งตรวจพบมะเร็งระยะที่สี่ในตับ นี่ก็เป็นคนใกล้ตัวคนที่สามแล้วที่ตรวจพบโรคนี้ในระยะที่ยากต่อการรักษา สองคนก่อนหน้านี่ก็เสียชีวิตไปแล้ว เหตุการนี้ทำให้นึกถึงเรื่องที่เราอยากเขียนแต่ไม่เคยได้เขียนมาก่อน คือเรื่องเกี่ยวกับความตาย มองให้ถูกต้องแล้วความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนเรา เรามักจะหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมันเพราะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่มงคล เรื่องน่ากลัว เรื่องไม่ควรกล่าวถึง อะไรทำนองนั้น เพราะอะไร และมันถูกต้องแล้วหรือที่เป็นแบบนั้น...


ที่คนเราไม่ชอบพูดถึงหรือคิดถึง เรื่องความตายก็น่าจะเพราะมันหมายถึงความ เปลี่ยนแปลง ความสูญเสีย พลัดพราก โศกเศร้า ชุดดำ มันก็ใช่น่ะแหละ ความตายมันก็ทำให้คนจากกันจริงๆน่ะแหลพ แต่จริงๆเราควรจะต้องกลัว ต้องหลีกเลี่ยงมัน มองความตายเป็นเรื่องในด้านลบแค่ไหน? มองดีๆความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคน มันเป็น"ธรรมดา"ของชีวิต เหมือนพระอาทิตย์ขึ้นพระอาทิตย์ตก มันธรรมดา เราไม่ร้องโวยวายเมื่อพระอาทิตย์ตกเพราะเรารู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็วนๆไปแบบนั้น ถ้าใครอยากให้พระอาทิตย์ไม่ตกหรือไม่ขึ้นมันก็ทุกข์ มันจะหาความสงบไม่ได้เลย เพราะคิดผิดสวนกับธรรมดาอยู่ จริงๆคนเกิดคนตายก็เหมือนกัน เคยมีพระองค์หนึ่งกล่าวประมาณไว้ว่า ทำไมตอนคนตายเราร้องไห้ ตอนคนเกิดเราดีใจ ถ้ามองให้ตลอดสายเพราะมีเกิดขึ้นมาน่ะแหละมันถึงมีตาย ใช่ไหม? ไม่เกิดก็ไม่ตายหรอก งั้นเราก็ร้องไห้รอตั้งแต่ตอนเด็กเกิดเลยแทนได้ไหม? ความเกิดความตายน่ะมันอันเดียวกันแหละ เหมือนต้นไม้ มันมีโคนมันก็มีปลาย แต่มันก็อันเดียวกันน่ะแหละแค่คนละฝั่ง นี่อาจจะเป็นตัวอย่างที่อาจจะยากเกินไปสำหรับเราๆที่จะเข้าใจได้เต็มที่ แต่มันก็ให้แง่คิดได้นะ ว่า ตายมันเรื่องธรรมดา มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มองมันให้เป็นกลางๆกันเถอะ


จริงๆแล้วการมองความตายให้เป็นเรื่องธรรมดาทำความรู้จักมันอย่างเป็นกลางมีประโยชน์มากมาย อย่างแรก ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท เช่นอย่างที่เคยเขียนไว้ในบทความเก่าๆ ในกรณีคนรัก การที่รู้ว่าเราทุกคนอยู่กันอย่างชั่วคราว มันก็ช่วยเตือนให้เราอยู่ในส่วนที่ดีของความสัมพันธ์ได้มากขึ้น ปล่อยวางสิ่งที่สร้างความรำคาญใจไปได้ง่ายขึ้น อภัยกันได้ง่ายขึ้น ไม่ระหองระแหงในเรื่องไม่เป็นเรื่อง เพราะเสียเวลาที่ด้วยกันอย่างจำกัด หรือในชีวิตทั่วไปการที่ระลึกได้ว่าเราจะตาย มันก็อาจะทำให้เราใช้ชีวิตในทางที่ดีมากขึ้นในทำนองเดียวกันเช่นกัน อยากเร่งทำสิ่งที่ดี ในช่วงเวลาที่มีอยู่ หรือในแง่ที่ตรงๆกว่านั้น การมองความตายให้เป็นเรื่องธรรมดา มันก็ทำให้เราพร้อมรับมือเมื่อเราต้องเผชิญกับมัน กลัวมันน้อยลง ทุกข์น้อยลง มีความสงบใจได้มากขึ้นเมื่อต้องเจอกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับคนอื่น หรือแม้กระทั้งตัวเราเอง คนธรรมดาอย่างเราๆ ถ้าเราเข้าใจได้ 50% ว่าตายเป็นเรื่องธรรมดา เราก็สบายขึ้น 50% แล้วเหมือนกัน ตอนต้องเจอกับมัน ความตายไม่น่ากลัวหรอก ทุกข์เพราะมันต่างหากที่น่ากลัว


มีสติ พิจารณาทุกสภาวะของชีวิตให้ตรงตามความจริงให้มากที่สุด ช่วยได้เสมอ ช่วยได้ทุกเรื่องครับ

-ปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งที่เราพอจะเหลีกเลี่ยงได้ก็คือ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้าหนัก กินผักผลไม้น้อย ไม่ออกกำลัง unsafe sex และมลภาวะทางอากาศ รักษาสุขภาพกันนะครับ
-ไม่ได้เขียนนานรู้สึกอืดๆ

-รูปโดย Guillemo Salinas at flickr.com

Tuesday, June 3, 2008

อยากเขียน Blog แฮะ...

แต่นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไร.... ยืมคนอื่นมาก่อนแล้วกัน

เนื้อหาเอามาจากหนังสือ"เข็มทิศชีวิต" ของคุณ ฐิตินาถ ณ พัทลุง;

สารคดีเนชันแนลจีโอกราฟฟิกเคยฉายให้ดูวิธีที่ชาวสวนไทยดักจับลิงที่มาทำลายพืชผล คือปกติลิงเป็นสัตว์ที่ว่องไวมาก ทั้งวิ่งหนี ขึ้นต้นไม้ แต่ชาวสวนไทยจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรูป ขูดเนื้อ และใส่ถั่วลิสงที่ลิงชอบไว้ในกะลา ลิงพอได้กลิ่นก็วิ่งมา ล้วงมือเข้าไปในมะพร้าม กำถั่วของโปรดของมันไว้แน่น แล้วคราวนี้มันก็จะพบว่า มันดึงมือกลับออกมาไม่ได้ ปีต้นไม้หนีไม่ได้ วิ่งก็ไม่ถนัด ชาวสวนก็มาจับตัวได้ มนุษย์มากมายหัวเราะลิงว่า โง่จริงๆ ถ้าอยากหนี แค่ปล่อยมือออกก็ไปได้แล้ว ปล่อยแล้วก็หนีไปหาอย่างอื่นกิน หรือไปหาหินมาทุบกะลาก็ยังได้ ทางเลือกมันมี แต่พราะความอยากตรงหน้าเลยคิดไม่ออก...

ดูไปดูมา เหมือนคนเลย ทุกปัญหาทุกความทุกข์ของคนเรามันก็เหมือนกับลิงกำถั่ว ที่กำความคิดบความอยากให้สิ่งต่างๆได้อย่างใจของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น เพียงแค่ปล่อยใจออก วางความยึดอยากลงบ้าง...

ชีวิตก็จะทางเลือกดีๆอีกมากมาย...

Sunday, April 27, 2008

Just photo



Originally uploaded by Sameli

Monday, March 10, 2008

คู่กัน


เมื่อซักอาทิตย์ที่แล้ว Blogเพื่อนบ้าน ได้มี Entry ที่น่าสนใจในชื่อ "เกิดมาให้รัก" ให้อ่าน Concept มันก็มีอยู่ว่า "คนบางคนเกิดมาให้เรารัก ไม่ได้เกิดมาคู่กัน" (กรุณาคลิกไปอ่านต่อเองถ้าสนใจ) วันนี้เลยอยากเล่าเรื่อง ของความรักกับความเป็น"คู่กัน"ในมุมที่เคยฟังมาบ้าง

อย่างแรก ต้องยอมรับก่อนว่า "คู่กัน" เนี่ยจริงๆแล้วมันมีหลายแบบ อย่าไปคิดว่าคู่กันมันคือคนรักกันสุดๆเท่านั้น ความเป็นคู่มันมีตั้งแต่ "คู่เวรคู่กรรม" แบบที่อยู่กันไปทะเลาะกันไป ตบตีต่อยเตะ เหมือนจะเกลียดกันบ้างกลัวกัน ับ้างแต่ก็อยู่ด้วยกันไปได้ ไปจนถึงสุดอีกขั้วหนึ่งรักกันล้วนๆไปจนวันตายแบบ Romeo&Juliet หรือ"คู่แท้"อะไรแบบนั้น แล้วก็ยังมีแบบที่อยู่กลางๆระหว่างสองขั้วนี้ อยู่กันด้วยความเข้าใจด้วยความเป็นเพื่อน รัก 50% อื่นๆ50% ก็ยังมี ทั้งหมดนี้มันก็คู่กันทั้งนั้นแหละ ผมคิดว่าคนที่ได้อยู่ด้วยกันในชีวิตหนึ่งมันก็คือคู่กัน แบบsupernaturalหน่อยก็บอกได้ประมาณว่า ทำบุญมาด้วยกันดีแค่ไหน และต้องมาใช้กรรมกันแบบไหน นั่นแหละที่ ตัดสินรูปแบบของการเป็นคู่กัน และรูปแบบของคู่บอกไว้ทั้งหมดนี้ก็มีให้เห็นจริงๆในสังคมใช่ไหม คู่สามีภริยาที่รักกันมากมายดูแกกันและกันจนแก่เฒ่า ที่เราเห็นแล้วรู้สึกอิจฉา ไปจนถึงคู่ที่ทะเลาะกันไม่เว้นวัน มีปัญหาสารพัด จนสงสัยว่ามันอยู่กันยังไงหว่า ก็มีให้เห็นเยอะเหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำอธิบายแบบข้างต้นก็คือ ในมุมหนึ่งมันสอนอะไรบางอย่างกับเราได้ คือมันสอนว่า บางทีเราก็ไม่ได้เลือกได้ขนาดนั้นหรอกที่จะให้มีคู่ชีวิตที่เรารักที่สุดมาอยู่ด้วย หลายๆคนโดยเฉพาะตอนเด็กๆหน่อย (เคยเป็น) จะรู้สึกว่ามันต้องรักกันมันส์ระเบิดสิถึงจะคู่กันจริง แต่มันไม่ใช่แบบนั้นหรอก มีคนบอกว่าให้ลองดูคนที่อยู่เหนือขึ้นไปกว่าเรา สมมุติว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน จักรพรรดิของประเทศต่างๆ ของแต่ละยุค หรือ Hero ในดวงใจที่เรารู้สึกว่าชีวิตเค้าสมบูรณ์เลยก็ได้ คนพวกนี้อาจจะเรียกได้ว่ามีบุญมากกว่าเรามากๆเลยใช่ไหม แล้วดูสิว่าคนเหล่านั้นเค้ามีความสมบูรณ์แค่ไหนในเรื่องคู่ชีวิต พวกนั้นเค้ารักกันมากมายมีความสุขชั่วกาลนานแบบในนิยายหรือ จริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย มันก็มีตั้งแต่ดีจนถึงไม่ดี รักไปจนถึงไม่ค่อยรักเหมือนกัน แล้วก็กลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นคนธรรมดาๆ จะหวังให้มันรักกันสมบูรณ์ถึงมาเป็นคู่กันได้เสมอหรือ

บทสรุปมันก็เหมือนกับที่มีใน Blog เพื่อนบ้านที่กล่าวถึงข้างบนน่ะแหละ ก็คือคู่กันมันไม่ต้องรักกันหมดชีวิตก็ได้ หรือรักกันมันไม่ต้องคู่กันก็ได้ คนที่ได้มีคู่ที่รักกันมากได้นานๆก็ถือว่าโชคดีไป ส่วนที่เหลือที่รักน้อยๆลงมามันก็ต้องเข้าใจว่าคู่กันมันก็อาจเกิดจากปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่างที่เข้ามาเสริมก็ได้ อยู่ในส่วนดีๆของความเป็นคู่กันให้เยอะที่สุด ฉลาดในการอยู่ร่วมกัน ใช้ปัญญาคุ้มครอง ก็มีความสุขได้แล้วไ ม่ว่าจะคู่กันแบบไหนก็ตาม....


-ภาพชื่อ How many years have I hated you? โดย http://www.flickr.com/photos/cultkid/218028477/

Tuesday, March 4, 2008

Farewell to No. 4


-รูปจาก TIME.com's Photo Essay "Brett Favre, Gunslinger on the Gridiron, Retires"

Sunday, February 24, 2008

Political Blah Blah...


ทำไมคนขับTaxiในสิงคโปร์ชอบชวนคุยเรื่องการเมืองไทย? นี่เป็นคำถามที่ผมสงสัยอยู่เสมอ คำตอบเบื้องต้นที่นึกได้ก็คือ เค้าไม่มีเรื่องการเมืองของประเทศเค้าเองให้คุยน่ะสิ แปลว่าเราอาจจะควรดีใจที่การเมืองไทยมีอะไรสนุกๆให้พูดถึงได้เรื่อยๆ แม้คนที่นี่ก็ยังรู้ (แต่เรื่องสนุกไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องดีเสมอไป) มันอาจจะเป็นความต้องการพื้นฐานของคนเมืองที่จะอยากเกี่ยวข้องหรือพูดคุยเกี่ยวกับระบบการเมืองการปกครอง เหมือนเป็นความต้องการๆแสดงออก civil right ในฐานะที่อยู่ในสังคมล่ะมั้ง หรือในอีกส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะสื่อที่มีส่วนทำให้เรื่องการเมืองมันเป็นเหมือนส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันจำเป็นแค่ไหนเหมือนกัน


จริงๆช่วงนี้เรื่องการเมืองที่เราสนุกด้วยอยู่ก็คือการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกา ถ้าใครเคยติดตามบ้าง ก็น่าจะรู้สึกว่ามันเป็น Popular Politic ที่สนุกดี และมีอะไรให้ติดตามอย่างสร้างสรรค์ โดยรวมๆที่เราดูอยู่ในตอนนี้ ก็คือการแข่งขันระหว่าง Hillary Clinton กับ Barack Obama ในการเป็นตัวแทนของพรรค Democrat เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิปดี การ Debate ระหว่างผู้สมัคร วิธีการหาเงินมาใช้ใน Campaign, Speech, Website ของผู้สมัคร องค์ประกอบต่างๆในการหาเสียง ระดับการแข่งขันกัน มันดูล้ำหน้ามากๆ ยิ่งเป็นการแข่งขันระหว่างผู้หญิงและคนผิวสีเพื่อการเป็นประธานาธิปดีในคราวนี้ก็ยิ่งน่าใจเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย เอาเป็นว่าโดยรวมๆก็คือระบบและแผนการทำงานการเมืองที่เราได้เห็นทำให้เราอยากติดตาม เพราะมันทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ได้มุมมองและความรู้ไปในตัว มีอะไรให้คิดตามแบบประเทืองปัญญา และที่สำคัญก็คือบรรยากาศรวมๆในการเมืองแบบนั้นมันเป็นบวก เป็นPopular Politic ที่น่าติดตามดีจริงๆในสหรัฐอเมริกาช่วงนี้



สำหรับการเมืองไทยตอนนี้ จริงๆเราก็ไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก รู้ว่ามีรัฐบาลใหม่ นายกและคณะรัฐในตรีใหม่... โดยเบื้องลึกไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดียังไงเหมือนกัน รู้แค่ว่านายกคนปัจจุบันหน้าตายิ้มแย้ม ใช้ภาษาสวยงาม และทำอาหารอร่อย (?) (แน่ใจในสองข้อแรก ข้อสามเดาเอา (??)) เอาเป็นว่ารวมๆเรารู้สึกว่าบรรยากาศโดยรวมมันเป็นลบอยู่ บรรยากาศไม่ชวนติดตาม เหมือนรู้ไว้ผ่านๆก็พอ โดยส่วนตัวรู้สึกว่าสนใจมากไปก็เท่านั้น มันไม่ได้ให้อะไรที่เป็นบวกกับชีวิตตอนนี้นัก ถ้าถึงเวลาที่จะต้องยุ่งเกี่ยวจริงๆค่อยสนใจก็คงได้ จริงๆแล้วตอนเด็กๆเคยสนใจชอบงานที่เกี่ยวกับรัฐเกี่ยวกับการบริหารนะ เพราะรู้สึกว่ามันมีผลกระทบต่อส่วนรวมได้เยอะดี แต่จากเท่าที่ได้เห็นระหว่างที่โตมาทำให้รู้สึกว่าปัจจัยที่จะทำให้เราทำได้ดีหรือไม่ดีในระบบแบบที่ไทยมีอยู่ มันอยู่มีเยอะมากที่เราไม่เข้าใจหรือรู้สึกว่าทำไม่ได้ เราไม่มีแรงพอ ตอนนี้ก็เลยรู้สึกๆกลางๆ กับมันดีกว่า เพราะถ้าไปยุ่งเกี่ยวมากๆแล้วจะอึดอัดได้ ขออยู่ห่างๆก่อนดีกว่า ส่วนตัวแล้วไม่ได้หมดหวัง แต่ตอนนี้ก็รู้สึกว่าหวังไม่ได้มากนักนะ ขอดูเฉยๆไกลๆดีกว่าๆ...


ระหว่างที่ไม่ค่อยสนการเมืองไทยก็มาดูหนังฟังเพลงไทยกันไปก่อนดีกว่า;








-เมื่อวานไปทำงานเลือกตั้งสมาชิกวฒิสภาที่สถาทูตไทยในสิงคโปร์ ในแบบฟอร์มที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกรอก มีช่องหนึ่งเป็นหัวข้อ "สถานะที่มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์" ซึ่งปกติก็ควรจะกรอกเป็น ทำงาน-นักเรียน-PR อะไรแบบนั้น แต่มีแรงงานไทยท่านหนึ่งกรอกในช่องว่างนั้นไว้ว่า "ลำบากมาก" อ่านแล้วสะเทือนใจดี



-รูปจาก TIME.com หัวข้อ Photo Essay "Being Obama"


-สนันสนุน Barack Obama ครับ


-Teaser หนังใหม่ของ GHT " ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ้น" ดูเหมาะกับวัยรุ่นดีนะ

Friday, February 15, 2008

Curse of Simplification

การ simplify ถือเป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องการการสร้างโมเดล แม้ว่าจิตใต้สำนึกของเราจะอยากให้แบบจำลองของเรามีความซับซ้อนเพราะผู้อื่นที่สนใจงานของเราจะสามารถทำความเข้าใจผลงานไดง่าย้ จุดนี้ต่างกับงานศิลปะอยู่บ้างตรงที่ภาระนี้ตกอยู่กับผู้สร้างผลงานในขณะที่ทางศิลปะ ภาระนี้ตกอยู่กับผู้ชมผลงาน น่าจะมีวิชา research paper appreciation บ้างแฮะ


การวิจัยเกี่ยวกับโลกนั้นมีความซับซ้อนเนื่องจากปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบมีอยู่มากมายทั้งที่เรามองเห็นและที่สัมผัสไม่ได้ ระบบปิดที่แท้จริงแทบจะไม่เกิดขึ้นเลย เราต้องคำนึกถึงตัวแปรภายนอกระบบ จิตใต้สำนึกของเรามักจะอยากให้แบบจำลองมีความซับซ้อนเพียงพอที่จะจำลองทุกอย่างทั้งในระบบและนอกระบบแต่สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือต้นทุนของการคำนวณและการสูญเสีย traceability ซึ่งทำให้คนอื่นๆเข้าใจได้ยากไปด้วย ในการพยากรณ์อากาศ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องมีมากมาย ความชื้น ความกดอากาศ ผีเสื้อ นกยูง แต่การจะเอาตัวแปรที่มีผลกระทบต่ออากาศจากทั่วโลกมาทำนาย อาจจะทำให้การคำนวณผลล่าช้ากว่าเหตุการณ์จริงก็ได้ นักพยากรณ์จึงพยายามตัดตัวแปรที่มีนัยสำคัญน้อยออกไปเพื่อลดต้นทุนการคำนวณลงโดยที่ผลการทำนายมีความผิดพลาดที่ยอมรับได้ อาจารย์ของผมเคยพูดไว้ว่าถ้าทำให้แบบจำลองมีความซับซ้อนขึ้นโดยที่ได้ epsilon-improvement ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะทำ (epsilon เป็นตัวอักษรที่ใช้แสดงถึงจำนวนจริงที่เล็กมากๆ)


ในทางกลับกันการ simplify อาจจะทำให้ intuition ที่สำคัญขาดหายไป เช่น ถ้าเรา simplify เศรษฐกิจว่ามีผู้บริโภคที่มีอัตถประโยชน์ขึ้นอยู่กับประมาณการบริโภคเพียงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับรสนิยม เราก็จะไม่สามารถอธิบายได้ว่า market segmentation เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นอธิบายยากเสมอเพราะจิตใจเรามันคาดเดาแทบไม่ได้ ทางเศรษฐศาสตร์จะสมมติว่ามนุษย์ rational เพื่อ simplify ทั้งๆที่ความจริงใจเราเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา บางวันชอบกินเค้ก อีกวันอยากลดความอ้วนเลยไม่กิน อีกวันอกหักอยากกินอีกแล้ว และมันก็คงแปลกๆถ้ามีสมการพฤติกรรมอธิบายว่า ความรัก = ความงามผู้ชาย x ความงามผู้หญิง + ปริมาญการคุยกัน + ดวง สมการนี้ก็ดูจะ oversimplify ไปหน่อย


เรื่องนี้สามารถประยุกต์ใช้กับอย่างอื่นนอกเหนือจากวิทยศาสตร์ได้ เช่น ในเรื่อง Love Foolosophy 2.0 - Valentine's Day Special ที่คุณพีร์เขียนเรื่องความรักในอุดมคติไว้ว่าโดยมีสมมติฐานว่า ระดับความสุขของเรามันไปขึ้นอยู่กับระดับความสุขของคนอื่นผลที่ได้คือความสุขของทั้งสองฝ่ายจะขึ้นอยู่ต่อกันและกัน ทำให้ เกิด give and take ขึ้น โมเดลนี้ก็เป็นการ simplify ที่ทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่าย และยังสื่อสารข้อความที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านรับรู้ได้ชัดเจน แต่ถ้าอยากจะทำให้โมเดลนี้มีความซับซ้อนขึ้นไปอีก (จนขาดความเข้าใจง่าย) และมี insight มากขึ้นก็ต้อง สมมติว่าการทำอะไรให้อีกฝ่ายหนึ่งมีต้นทุน และความสุขของแต่ละฝ่ายจะขึ้นอยู่กับการกระทำของอีกฝ่ายแบบ concave ความสุขที่ได้รับจากการทำให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นสัดส่วนกับความสุขที่ฝ่ายตรงข้ามได้รับจริง แต่ละคนจะทำอะไรให้อีกฝ่ายจนถึงจุดที่ทำให้ความสุขที่ได้รับกลับมากมาลบกับต้นทุนได้มากที่สุด เพราะเหตุนี้เราจึงเห็นว่าแต่ละฝ่ายทำอะไรให้กันไม่มากจนเวอร์เหมือนกับในละคร ความแตกต่างของการแสดงออกของแต่ละคู่รักก็อาจจะเกิดจากต้นทุนของการทำอะไรให้อีกฝ่าย การ aware ถึงความสุขที่ได้รับจากความสุขของอีกฝ่าย เป็นต้น โมเดลนี้มี insight (ที่ไม่ค่อยจำเป็น) เพิ่มขึ้นแต่ก็มีจุดอ่อนอีกมากเพราะ oversimplify ความรักไป ความรักมี random factor เยอะ เป็น art เกินกว่าจะโมเดลออกมาได้อย่างแม่นยำ แต่ถ้าสนใจอยากอ่านโมเดลพวกนี้จริงๆก็ลองค้นคำว่า the economics of love ดูนะครับ


บทสรุปแบบไม่ค่อย extreme คือ อย่า oversimplify จนทำให้ขาด insight แต่อย่าซับซ้อนเกินไปจนเข้าใจยากครับ คุณ Paul Krugman ใช้คำว่า “minimum necessary model” เป็นหลัก การสร้างโมเดลที่ง่ายแต่มี intuition นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เราต้องเข้าใจอะไรอย่างลึกซึ้งก่อนที่เราจะพัฒนาโมเดลที่สามารถย่อสิ่งที่เราเข้าใจทั้งหมดได้ คงเคยเห็นอาจารย์ที่สามารถอธิบายอะไรได้เข้าใจง่ายสุดๆ นั่นแปลว่าเขาต้องรู้เรื่องๆนั้นเยอะมากๆ การ complicate มันง่ายแต่การ simplify มันยากครับ

Saturday, February 9, 2008

Love Foolosophy 2.0 - Valentine's Day Special


รักตัวเองหรือรักคนอื่นอยู่? นี่เป็นคำถามที่หลายๆครั้งเราควรจะถามตัวเองเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์ใดๆ มันเป็นคำถามที่มีประโยชน์เพราะในธรรมชาติของความรักมันจะปะปนกันเสมอ ระหว่างรักตัวเอง กับรักคนที่เรารัก...

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมเห็นว่าความรักแบบทั่วๆไปมันมีธรรมชาติที่ไม่ได้Selflessอยู่แล้ว ความรักที่มีตัวเองอยู่มากๆมันไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในหลายๆครั้งๆความรักมันหมายถึงว่าเราอยากให้คนอื่นมีความสุข ระดับความสุขของเรามันไปขึ้นอยู่กับระดับความสุขของคนอื่น เราจะมีความสุขได้เมื่ออีกคนมีความสุข ถ้าคนอื่นไม่มีความสุข เราก็ยังสุขไม่ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็จะทำอะไรก็ตามเพื่อจะให้คนๆนั้นมีความสุข เพื่อเราจะได้มีความสุขได้ด้วย จริงๆจะเห็นได้ว่าเหตุการแบบนั้นเกิดขึ้นอยู่เสมอ และมันก็เป็นเรื่องดีทีเดียว มันค่อนข้างจะเป็น win-win ใช่ไหมถ้าทั้งสองฝ่ายรู้สึกแบบข้างต้นเหมือนกัน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ความสุขของทั้งสองฝ่ายจะขึ้นอยู่ต่อกันและกัน สิ่งที่ทำก็เพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข มันก็จะดีต่อกันสะท้อนกันไปเรื่อยๆเพราะอยากให้อีกฝ่ายมีความสุขและตัวเองก็มีความสุข ให้ไปและรับมาเรื่อยๆ เป็นวงกลมไปแบบนั้น

แต่บางครั้งถ้าไม่ดูให้ดีปัญหามันก็จะเกิดขึ้น เพราะความรักตัวเองของเรานี้บางทีมันมากเกินไปขึ้นมาได้ มันจะเกินไปจากกรณีข้างต้น กลายเป็นว่ามีความรักความต้องการของตัวเองเป็นหลัก ตัวอย่างที่เห็นอยู่ในหลายครั้งก็เช่นกรณี Emotional Blackmail มันจะเกิดขึ้นเมื่อคนเอาความรักเป็นเครื่องขู่เข็นให้ทำตามใจ มันจะมาในรูปแบบของ "ถ้ารักจริงต้องทำอย่างนี้ๆ ถ้าไม่ทำแปลว่าไม่รัก" หรือ "เพราะฉันรักเธอ เธอต้อง...." แบบนี้มันก็ต้องแยกประเด็นใช่ไหม รักก็คือรัก ตามใจก็คือตามใจ ความอยากส่วนตัว ความถูกต้อง สิทธิ หน้าที่ มันคนละอันกันหมดเลย อย่าให้มันปนกันเลย ปนกันแล้วมันจะแยกได้ยาก โดยรวมๆก็คือการเอาความอยากของตัวเองมาเป็นหลัก เอาเงื่อนไขหยาบๆมาใช้เพื่อสนองความต้องการของตัวเองมันจะทำให้ระดับความรักมันลดลงได้นี่เอง

ในอีกแบบ หลายๆมักจะเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในสภาพ Extreme อย่างใดอย่างหนึ่งเพราะความรักที่มีให้กับคนอื่น แต่จริงๆสภาพแบบนั้นมันเกิดเพราะรักตัวเองต่างหาก ตัวอย่างก็เช่นอย่างที่เคยเขียนไว้ใน entry เก่า ถึงพวก Love Intelligence ต่ำๆ พอผิดหวังก็ฟูมฟาย ขุดดิน กินหญ้า คนพวกนั้นอยู่ในสภาพนั้นเพราะรักตัวเองซะส่วนใหญ่นะถ้าดูให้ดีๆ แต่หลอกตัวเองว่าเป็นเพราะความรักที่มีให้กับคนอื่น ลองแยกอารมณ์ความรู้สึกกันให้ดีๆสิ ลองดูให้ดีว่าฐานมันมาจากความรักตัวเองหรือคนอื่น ผมว่าตัวเองทั้งนั้นแหละ รักคนอื่น-เราเสียใจ มันไม่เป็นเหตุเป็นผลกันถูกไหม เราเสียใจเพราะมันไม่เป็นไปตามที่เราอยากต่างหาก มันเรื่องของเราแท้ๆ หรือง่ายๆก็นั้นก็ลองฟังเนื้อเพลงอกหักของ Potato ดูก็ได้ เกือบทุกเพลงออกมาจากความรักตัวเองก่อนหมดเลย แต่ฟังผ่านๆแล้วเหมือนเป็นเพราะความรักคนอื่นหมดเลยเหมือนกัน แบบนั้นแหละที่เกินขึ้นบ่อยในสังคมทั่วๆไป การรู้แบบนี้จริงๆก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันมีประโยชน์อะไร แต่ผมว่ามันอาจจะทำให้เราหลุดออกจากอารมณ์ไม่พึงประสงค์ได้ง่ายขึ้น พอรู้ว่านี่มันแค่เราทำกับตัวเองแท้ๆเราก็อาจจะปล่อยมันไปได้ง่ายขึ้นล่ะมั้ง...

เอาเป็นว่าก็ลองดูกันให้ดีแล้วกันว่าในความสัมพันธ์ใดๆเรานึกถึงตัวเองมากเกินไปหรือปล่าว คนเราสามารถรักตัวเองและคนอื่นไปพร้อมกันได้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ทำให้มันสมดุลย์ก็แล้วกัน เนื่องในโอกาศก่อนวันValentine'sก็หวังว่าทุกคนจะเรียนรู้เรื่องของความรักกันต่อไป รักอย่างไรให้เศร้าหมอง รักอย่างไรให้ผ่องใส รักอย่างไรให้อ่อนแอ รักอย่างไรให้เข้มแข็ง รักอย่างไรทำให้มีความสุขได้แค่ชั่วคราว รักอย่างไรให้สุขยาวๆได้ และที่สำคัญรักอย่างไรทำให้เราสามารถให้ความสุขกับคนอื่นได้อย่างมีเงื่อนไขน้อยที่สุด ถ้าดึงข้อดีของความรักออกมาได้หมด กำจัดข้อเสียให้ได้เยอะๆ ต่อให้ยากยังไงก็คุ้มค่าแน่q


Happy Valentine's Day ล่วงหน้าครับ...

แถม Quote อีกหน่อยแล้วกัน;

"We are not the same persons this year as last; nor are those we love. It is a happy chance if we, changing, continue to love a changed person." ~W. Somerset Maugham


-ถ้าใครยังไม่เคย เชิญอ่านEntryเก่า "Love Foolosophy" ต่อเนื่องกันไปได้ เพราะเนื้อหาสำคัญที่อยากเขียนในหัวข้อนี้ส่วนใหญ่อยู่ในนั้นหมดแล้ว
-รูปโดย Jun Gil at Flickr.com

Extremist จังครับ

เราเห็นคนปกติพูดเป็น extremist จนชิน ชอบ เกลียด เลว ดี ขาว ดำ ฟังไปฟังมาก็ชิน ไม่สนว่าประโยคนั้นถูกหรือผิด “คุณพีร์มันเลวสัด มันตัวเงินตัวทองมาก” จริงๆแล้วพีร์อาจจะมีข้อเสีย 10% ข้อดี 90% เราพูดถึง 10% นั้นโดยใช้คำพูด extreme ไอ้เจ้า10% นั้นเลยฟังดูเป็น 100% ไป

ในโลกไม่มีอะไรที่ extreme ทุกอย่างจะ relative กับ context ถ้าเทียบกับ context ที่ผู้พูดคิด สิ่งที่พูดอาจจะเป็น extreme ได้ แต่มันมักจะมี context ที่กว้างกว่าอยู่เสมอ การตีกรอบ context ให้มีขอบเขตที่ชัดเจนด้วยภาษาพูดนั้นเป็นไปได้ยาก ถ้าเราพูดเป็น formal language หรือพูดเป็นภาษาคณิตศาสตร์ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องพูดแบบเป็นสัจจธรรมตามหลักตรรกะไปเลย เช่น คุณพีร์เป็นคนดีถ้าคุณพีร็เป็นคนดี เป็นต้น

การพูดอะไรเป็น extreme ออกมาก็จะโดนหาข้อโต้แย้งได้ตลอด แต่ไม่ใช่ว่ามันไม่มีประโยชน์ซะเลย ที่ผ่านมาเราเห็นบ้านเราถูกชักนำผ่านสื่อต่างๆที่นำเสนอข้อมูลแบบ extreme โดยผู้ ”กู้ชาติ” หรือนายทักษี ลองคิดเล่นๆว่าถ้านักวิชาการการเมืองออกมาพูดแบบเทาๆจะชักจูงคนได้ขนาดนั้นไหม การจะชักจูงคนด้วย extremist ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ฟังว่าเขา aware ความเป็น extremist ของผู้พูดหรือมีอารมณ์ร่วมกับความ extreme นั้นๆไหม ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ฟัง เวลาพูดให้นักธุรกิจฟัง เราอาจจะนำจุดๆเดียวที่ดีมาพูดเป็น extreme แต่เวลาพูดให้นักวิชาการฟังอาจจะต้องพูดให้ปลอดภัย พูดเทาๆไว้ก่อน พูดกับเพื่อน “คุณพีร์มันเลวนิดหน่อย ดีเหมือนกันนะ” ก็จะฟังดูไม่สนุกอย่างแรง

ประสบการณ์สอนให้เรามองอะไรกว้างขึ้น มองอะไรจากหลายๆมุม มองอะไรเป็นเทาๆเป็น แต่ไม่ได้สอนให้คนใช้ extremist ไม่เป็นนะครับ บางครั้งคนฟังเราพูด เขาฟังทั้งประโยค แต่วลีๆเดียวเข้าหู ไม่ได้นำทั้งประโยคมาคิด พูดประโยค conditional ไปแต่ตัว condition ไม่เข้าหัว เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะเพิ่มมากขึ้น (หากเราสามารถเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีกับประเทศโซมาเลียสำเร็จ) หรือ ผมรักคุณมากๆๆๆๆๆ รักที่สุดๆๆๆ (ถ้าคุณไม่เป็นกระเทย) ถ้าคนไม่รับประโยค condition ในวงเล็บจะทำให้เขาเข้าใจผิดได้มาก ถ้าเราคิดว่าผู้ฟังตรรกะไม่ดี การสื่อสารแบบ extreme อาจจะมีประสิทธิภาพกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของไทยไม่เพิ่มหรอก หรือ ผมไม่รักคุณแน่ๆ

สรุปก็คือใช้ extremist ให้ถูกเวลานะครับ แต่ยังไงก็ไม่อยากเขียนให้เข้าข้างคนฟังมาก เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่พูดเป็น extremist อยู่แล้ว แต่ยังไงเวลาฟังใครพูด extreme ไตร่ตรองหารสองหารสิบไปบ้างก็ดี บางครั้งสิ่งที่พูดมันมันบวกมันคูณกับอารมณ์ไปเยอะเหมือนกัน Talk is cheap ครับ เราก็ไม่ควรไปสนใจสิ่งที่ไม่มีต้นทุนในสายตาของผู้พูดมากเกินไป


จริงๆแล้วคุณพีร์เป็นคนดีครับ

Saturday, January 19, 2008

Hello, I Have A Horn Too...


มีข้อสังเกตุมานานแล้วว่า'แตรรถยนต์'เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนจำนวนมากในสังคมไม่รู้วิถีใช้อย่างถูกต้องและพอเหมาะ มันก็เหมือนกับเครื่องสำอางที่คนหลายๆคนชอบใช้มากเกินสมควร ผมรู้สึกว่าคนที่ขับรถหลายๆคนก็ใช้แตรกันพร่ำเพรื่อเกินไปเหมือนกัน แต่การบีบแตรบ่อยๆมันแย่กว่าการแต่งหน้าหนาเตอะตรงที่มันรบกวนคนรอบข้างในสังคมนี่แหละ และด้วยเสียงอันรบกวนโสตประสาทตัวเราเองและคนรอบข้างของแตรรถทำให้ผมรู้สึกว่าเราควรจะคิดให้ดีก่อนจะบีบแตรแต่ล่ะครั้ง และรู้สึกว่าใช้ให้น้อยที่สุดนั่นแหละคือดีที่สุด

ในขั้นแรก ผมมีความรู้สึกอย่างรุนแรงว่าเสียงแตรเป็นเสียงที่หนวกหูที่สุดที่เราจะได้ยินในชีวิตประจำวันหนึ่งๆ เป็นเสียงที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกขัดเคืองแก่ตัวเองและคนรอบข้างได้ง่ายมาก มันไม่เหมือนเสียงกริ่งรถจักรยานใช่ไหมที่ฟังแล้วเรารู้สึกว่าน่ารักดี เมื่อเราบีบแตรตัวเราเองเสียสุขภาพจิต คนเดินไปเดินมารอบๆและคนขับรถทุกคนรอบๆก็คงเสียอารมณ์ไม่มากก็น้อยแน่ๆ มันเป็นเสียงที่ทำให้เกิดความไมสบายใจ เป็นเหตุให้รู้สึกทางลบ อึดอัดๆ เสียงแตรที่ได้ยินบนท้องถนนมันมีพื้นฐานแบบนั้น ในความเห็นส่วนตัวแตรมันก็เลยเป็นข้อยกเว้นในการขับรถมากๆ มันมีไว้ใช้ยามจะเป็นเท่านั้นจริงๆ เหมือนถังดับเพลิง ไม่บีบแตรเป็นNorm บีบแตรเป็นExeption ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อเลย

ง่ายๆเราควรจะตระหนักไว้เป็นหลักว่าจริงๆการบีบแตรมันมีไว้เพื่อใช้ส่งสัญญาณเพื่อประโยชน์ของการขับขี่เท่านั้น หลายๆคนบีบแตรโดยไม่เกี่ยวกับให้สัญญาณบนท้องถนนอะไรเลย ตัวอย่างที่เห็นบ่อยที่สุด คือไม่พอใจคนขับรถคันอื่นเลยบีบแตรแสดงความไม่พอใจ ง่ายๆเลยครับสมมุติว่ามีคนจอดรถคุยกัน สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือคันข้างหลังบีบแตรใส่ ค้าง5 วินาที/ไม่ก็รัวใส่5ครั้ง 1วินาทีหรือ1ครั้งแรกอาจจะเพื่อให้สัญญาณ โอเคครับมีเหตุผลในวินาทีแรก แต่4ครั้งหรือ4วินาทีที่เหลือคือการด่า สังเกตุตัวเองกันดีๆนะครับว่าเราควรบีบแตรแค่ไหนและเพื่ออะไรอยู่ หรือๆหลายๆน่าจะเคยมีประสบการณ์เช่น เราติดไฟแดงอยู่คันหน้าสุด และไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว เรากำลังเข้าเกียร์ ในฉับพลันTaxiข้างหลังบีบแตรไล่แล้ว!?!? แบบนี้เรียกว่าไม่จำเป็นเลยครับไม่รู้ทำกันทำไม


โดยสรุปผมค่อนข้างจะต่อต้านการใช้แตรผิดวัตถุประสงค์ทุกชนิด มีความตั้งใจตั้งแต่เริ่มขับรถว่าจะบีบแตรให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเชื่อว่าเราสามารถขับรถเป็นเวลานานมากๆโดยไม่ต้องบีบแตรได้แน่ๆ ปีหนึ่งผมไม่คิดว่าผมต้องใช้มันเกิน10ครั้งหรอก ชีวิตบนท้องถนนมันไม่ได้จะลำบากขึ้นเลยแม้เราไม่ใช้แตร แค่ตั้งสติอดทน ใจเย็นๆ ขับสบายๆตามจังหวะไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็ไม่ต้องสร้างมลภาวะเพิ่มให้สังคมได้อย่างหนึ่งแล้ว

-รูปโดย Sky Kite at Flickr.com
-เขียนค่อนข้าง extreme เพราะไม่ชอบเสียงแตรอย่างจริงใจ

Friday, January 11, 2008

Cute Minds Wink Alike


บางครั้งการรู้อะไรเยอะๆก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ในบางทีการรู้อะไรน้อยๆ แล้วมีความสุขง่ายๆแบบเด็กๆ ก็อาจจะเป็นพรสวรรค์ที่ผู้ใหญ่หลายๆคนไม่มีเลยก็ได้ การรู้อะไรมากๆการมีเหตุผลมากๆบางทีมันทำให้ชีวิตเรายากอย่างไม่จำเป็น นั่นคงเป็นหนึ่งในหลายๆเหตุผลที่หลายๆคนบ่นว่าอยากกลับไปเป็นเด็ก

การรู้อะไรมากๆการมีเหตุผลมากๆมันเป็นการตีกรอบชีวิตเราให้เล็กลงไปด้วย หากไม่ระวังให้ดี เรามะกจะเริ่มตัดสินคนอื่น ดี-ไม่ดี ชอบ-ไม่ชอบ เหมาะ-ไม่เหมาะ มากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเราโตขึ้น สำหรับทั่วๆไปยิ่งเรารู้เยอะข้อแม้และเงื่อนไขในชีวิตมันก็เยอะขึ้นเรื่อยๆตามไปด้วย ชีวิตมันก็ซับซ้อนหลายชั้นขึ้น ต้องมีชั้นเชิง มีหน้ากาก ชีวิตยากๆแบบนี้มันมาตอนโต สมัยเด็กๆเราไม่เป็นแบบนั้นหรอก เราคิดอะไรมากแค่ไหนกัน คิด-พูด-แสดงออกง่ายๆสบายๆกว่านี้ตั้งเยอะ ความสุขตอนเด็กๆมันมาง่ายดีกว่า เพราะความที่หัวโล่งๆของเด็กนี่แหละ จะใช้คำว่าบริสุทธิ์ก็ได้นะ ชีวิตมันจะง่ายกว่านะถ้าเราไม่รู้อะไรมากเกินจำเป็น ขอยกตัวอย่างของสถานะการณ์จริงที่ไปเจอมาในประเด็นนี้หน่อยแล้วกัน

ช่วงที่กลับกรุงเทพมีวันหนึ่งผมพาแม่ของผมและเพื่อนคนหนึ่งและแฟนของเขาไปหาพระกัน รวมมี คือมี4คน รวมตัวผมที่ไปวันนั้น พระท่านก็สอนเรื่องการปฏิบัติธรรมตามปกติ สิ่งที่ท่านบอกให้ทำก็คือ มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว รู้ทันความคิดที่โผล่เข้ามา ถ้าเผลอไปก็ให้รู้ทัน กลับมาดูกายกับใจตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจคือในวันนั้น ผมซึ่งเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในเรื่องการปฏิบัติ เป็นคนที่ทำตามคำสอนของท่านได้น้อยที่สุด เพราะผมฟังแล้วคิด จุดประสงค์ของการปฏิบัติวันนั้นคือ มีสติอยู่กับตัวให้มากที่สุด คิดให้น้อยที่สุด แต่ผมฟังประโยคหนึ่งแล้วก็คิด จับหลักที่ตัวเองอ่านมาก คิดไปต่อในหัวอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นคนที่เละที่สุด สุดท้ายปวดหัวเพราะทะเลาะกับตัวเองเพราะอยากสงบ ในทางกลับกัน แฟนของเพื่อนผมที่ไม่เคยปฏิบัติไม่เคยฟังเลยกลับทำได้ดีที่สุด (แม่และเพื่อนมีความรู้อยู่บ้าง) เพราะเค้าฟังด้วยหัวและใจที่เปิดที่สุด เหมือนเด็ก สอนสิ่ง