Wednesday, March 30, 2011

ขอไม่บ่น

อย่าบ่นเลยครับว่าไอ้ดีลเรือดำน้ำ 7.7 พันล้านมันไม่คุ้มเงิน ทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ไม่จำเป็นต้องไปกระทืบม้าที่ตายแล้วหรอกครับ ปัญหาจริงๆมันไม่ได้อยู่ที่ตัวดีลนี้แต่มันอยู่ที่ระบบที่เปิดช่องให้คนเหล่านี้แสวงหาผลประโยชน์จากเงินของผู้เสียภาษีต่างหาก เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำซาก ผมก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งหรือหาทางออกที่ดีไม่เจอ หรือว่าเราควรจะยอบรับว่าตราบใดที่โครงสร้างของไทยที่รัฐและกองทัพยังต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่เราก็จะเจอสิ่งเหล่านี้ไปเรื่อยๆ

ผมพูดอยู่เสมอว่าระบบที่ดีคือระบบที่สามารถป้องกันการคอร์รัปชั่นได้โดยไม่ต้องพึ่งศีลธรรมของผู้เกี่ยวข้อง แต่นั่นคือระบบในอุดมคติเพราะไม่มีมีระบบไหนที่ไร้ช่องโหว่ ยังไงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องมีศีลธรรมบ้างไม่ใช่จะเอาแต่กินลูกเดียว คงต้องเป็นการบ้านให้เราเก็บไปคิดกันละครับว่าระบบที่ดีใกล้ระบบในอุดมคติคืออะไร

Thursday, March 24, 2011

Spill-over Skit


ของจริงมีแค่ในปัจจุบัน
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ
ปัจจุบันเป็นผลของอดีต
ปัจจุบันเป็นเหตุของอนาคต
ปัจจุบันเลยสมบูรณ์อยู่แล้ว
เป็นเหตุเป็นผลในตัวอยู่แล้ว

-Photo from Ben Heine @flickr.com

Wednesday, March 16, 2011

What's so good about being sad?


วันนี้ เป็นวันที่แม่ของผมจะเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกที่ปอด(แม่Phirนะครับ แม่คุณPlopสบายดี) อาจเป็นมะเร็งระยะแรกหรือวัณโรคก็ได้ หมอยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นอะไรแน่ แค่บอกว่าต้องผ่าตัดเอาชิ้นเนื้อออก และจะใช้เวลาพักฟื้นราว 2-3สัปดาห์ก็จะทำงานได้ตามปกติ คงไม่เป็นอะไรมาก แต่ที่มาเล่าให้ฟังก็เพราะว่าเห็นว่าคนอ่านblogนี้ก็มีเจ็บๆป่วยๆกันอยู่ บ้าง และก็มีประเด็นสั้นๆบางอย่างที่อยากจะเขียนถึง

อย่างแรกก็คือ ความแก่หรือเจ็บป่วยของร่างกายมันในแบบที่แม่ผมหรือหลายๆคนเป็น มันเป็นของห้ามไม่ได้ครับ หลายๆครั้งเราไม่ได้ไปทำอะไรมันก็เป็นของมันขึ้นมา ร่ายกายมันป่วยได้มันก็ป่วย อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราจริงๆ การที่เห็นแม่ผมต้องเข้ารับการรักษานี่มันสอนว่ามันไม่ได้มีใครสั่งร่างกายตัวเองได้ครับ เราบอกให้มันขยับๆไปได้ แต่เราห้ามไม่ให้มันแก่มันป่วยไม่ได้ และมันก็เป็นกันแบบนี้มานานแสนนานแล้ว แม่ผมหรือคนอื่นๆที่ป่วยเป็นอะไรอยู่ก็ตาม เขาเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นคนแรกที่ป่วยเป็นโรคนั้นๆหรอก อย่างมะเร็งปอดหรือวัณโรคก็ตาม ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติก็เป็นกันมาแต่ไหนแต่ไร มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอก การที่แม่ผมเป็นมันก็ทำให้เข้าใจในข้อนี้ได้ชัด

ต่อมาก็คือในเมื่อ เราห้ามมันไม่ได้แล้วและมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนและสัตว์มาตลอด เราควรจะรู้สึกอย่างไรกับมัน มีท่านหนึ่งเคยถามว่า ชอบแก่มั้ย ชอบป่วยมั้ย ไม่ชอบ ไม่ชอบแล้วห้ามได้มั้ย ก็ไม่ได้ ไม่ได้แล้วควรทำอย่างไร ห้ามไม่ได้ก็ยอมรับมันไปดีกว่า ว่าเออมันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ ธรรมดาแล้ว ถึงเราจะชอบหรือไม่ชอบมันมันก็ต้องเป็นแบบที่มันต้องเป็น ต่อให่้เราทุกข์ใจให้ตายโรคมันก็อยู่แบบนั้นแหละ โรคมันไม่กระดิกดีขึ้นตามความอยากของเราแม้แต่นิดเดียวหรอก อย่าไปทะเลาะกับของที่ห้ามไม่ได้ มันเหมือนกับเราไปหงุดหงิดที่พระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า และก็ตามที่กล่าวข้างบนไปแล้วว่าคนเค้าก็ป่วยกันทั้งโลกมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เราก็ต้องป่วยกันต่อไป ไม่สบายก็รักษาไปตามเหตุตามผล รักษาใจเราไว้ดีกว่าทั้งตัวคนป่วยทั้งคนรอบข้าง ถ้าเราวางใจแบบนี้ได้ มันก็สบาย ไม่ใช่ว่าเราจะละเลยไม่รักษาไม่เป็นห่วง แต่ให้ทำด้วยความเข้าใจเหตุผล ไม่เอาอารมณ์ทางลบที่ไม่จำเป็นเข้ามาแบกหามไว้โดยไม่จำเป็น หลังๆมานี้ผมคิดน่ะครับว่าถ้าผมป่วยผมเจ็บแทนคนรอบๆตัวที่ผมรักบางคนได้ ผมเอาเลย เป็นแทนให้ เพราะผมเชื่อว่าผมวางใจได้ ไม่กลัว แต่มันก็ทำเช่นนั้นไม่ได้จริง ก็ได้แต่ดูแลกันไปให้ดีที่สุดโดยที่ใจสบายๆให้มากที่สุด มันก็ไม่ใช่ไม่รู้สึกอะไรเลยหรอกครับ มันก็รู้สึก แต่ก็แยกแยะได้ว่าอะไรเป็นส่วนเกิน ดังนั้นก็ได้แต่บอกตัวเองและคนรอบๆว่า เจ็บกายอย่างเดียวดีกว่าเจ็บใจไปด้วย ไม่ก็ให้เจ็บใจให้น้อยที่สุด เและเอาจริงๆแล้วถ้าใจคนป่วยและคนรอบข้างดี มันจะช่วยอาการป่วยทางกายของคนไข้ให้ดีขึ้นด้วยซ้ำ หรือว่าไม่จริง จิตใจเป็นใหญ่กว่าร่างกายนะครับ

มีคนเคยสอนไว้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลกน่ะเค้าถูกของเค้าหมดแล้ว ธรรมดาแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้นะก็เพราะเหตุผลมันสมบูรณ์แล้ว ปัจจัยไม่สมบูรณ์มันไม่เกิดหรอก ดังนั้นมันไม่มีอะไรที่น่าร้องไห้หรือหัวเราะอย่างจริงจังขนาดนั้น มันธรรมดา ถ้าเรามองให้เป็นเราก็จะไม่ได้ขัดแย้งกับโลก เราก็จะสบาย เพราะฉะนั้น เค้าก็เลยสอนกันต่อว่า น้ำท่วมก็ให้ท่วมใจ ไฟไหม้บ้านก็อย่าให้ไหม้ใจ แผ่นดินไหวก็อย่างไหวมาไหวถึงใจ รถบุบก็อย่าให้ใจบุบ ป่วยกายก็อย่าป่วยใจนะครับ

-Photo by Ben Heine @flickr.com

Sunday, March 13, 2011

Celebrating 2000+ viewers: Phir-Plop in IM


Phir: พักนี้ทำไมคุณไม่ค่อยเขียนบล๊อก
Plop: เขียนไม่ออก คิดหัวข้อน่าสนใจไม่ค่อยออกอีก
Phir: กลัวอะไรครับ ยังไงก็ไม่มีคนเข้ามาอ่าน
Plop: บุม
จริงๆคิดหัวข้อออกแต่เรื่องที่เกี่ยววิชาการ แต่เขียนออกมามันก็ไม่หนุก รู้สึกไหมว่าเขียนบทความเกี่ยวกับวิชาการหน่อยๆมันยาก
Phir: ก็คงใช่มั้งครับ มันน่าจะเป็นเพราะเวลาเขียนเรื่องวิชาการมักจะมีทฤษฎีมาเกี่ยวข้องเยอะ พอจะถ่ายทอดออกมาก็เลยมักจะต้องคิดถึงปัจจัยต่างๆเยอะไปหมด เพราะอยากให้ถูกต้องที่สุด กลัวผิด
Plop: จริง มันเหมือนจะต้องอ้างไปหมดว่า ถ้าแบบนี้เกิด ผลก็คงเป็นแบบนี้ เพื่อให้สิ่งที่เราพูดมันไม่ผิด อยากขึ้นทุกประโยคด้วยคำว่า ”ถ้า” จริงๆ
Phir: มันก็ใช่แหละครับ ศาสนาพุทธสอนว่า ทุกอย่างเกิดจากเหตุปัจจัย คำพูดที่ปราศจาก อนิจจัง ไม่ใช่คำพูดของนักปราชญ์
Plop: กรุณาพูดภาษาคนครับ จะเอาไปลงบล๊อก
Phir: แปลว่า สมมุติว่าเราพูดว่า ”พรุ่งนี้จะไปหัวหินแน่ๆ” มันก็ฟังเข้าใจง่ายดี แต่จริงๆแล้วมันมีโอกาสผิดอยู่มาก ถ้าจะให้ถูกจริงๆมันก็ควรจะเป็นว่า “พรุ่งนี้ถ้าไม่มีอะไรขัดข้องก็จะไปหัวหิน” มันมีเหตุให้เราไม่ได้ไปที่เราควบคุมไม่ได้อยู่เสมอใช่ไหม เช่น พ่อแม่ป่วย ม๊อบปิดเมือง รถเสีย หมากัด แต่มันก็ต้องคิดเยอะขึ้น ฟังยากขึ้น
Plop: มันก็ยังมีโอกาสผิดอยู่อีกแหละ อย่างเช่นถ้าพรุ่งนี้มี ยูนะ [ดาราคนโปรดของ Phir] มาชวนคุณไปเดท มันก็ไม่ได้มีอะไรขัดข้องแต่คุณก็ไม่ไปหัวหินอยู่ดี งี้ไม่พูดว่า “พรุ่งนี้ถ้าจะไปหัวหินก็จะไปหัวหิน” เลยดีไหม เป็นสัจนิรันดร์ไปเลย
Phir: มันจะรู้เรื่องไหมวะ เพราะก็อย่างที่บอกว่าในชีวิตจริง การสื่อสารมันก็ทำแบบนั้นอย่างเต็มที่ไม่ ได้ เพราะมันยากไป คนฟังจัดการชีวิตลำบาก [ยูนะเป็นนักเสก็ตครับ]
Plop: จริงๆพูดไม่ต้องถูกมากก็อาจจะโอเคก็ได้เพราะเราถือว่าผู้ฟังสามารถเข้าใจตาม context ที่เราพูดได้
Phir: ครับ แต่อย่างในกรณีblog คุณอาจจะลังเลเพราะไม่แน่ใจว่าผู้อ่านมีพื้นความเข้าใจในเรื่องที่คุณเขียน แค่ไหน ยิ่งเป็นเรื่องวิชาการเฟคๆของคุณ คุณก็เลยอาจจะอยากใส่ condition เยอะๆ
Plop: อืมม มันยากสุดก็ตรงการเดาว่าคนอ่านมีพื้นฐานแบบไหน มันคงไม่สามารถทำให้ทุกกลุ่มพอใจได้มั้ง เพราะถ้าเขียน condition เยอะหน่อย คนอ่านก็เบื่อ แต่ถ้าเขียนฟันธงๆคนที่ีรู้เรื่องก็อาจจะอ่านแล้วขัดหูขัดตา ยิ่งคนติดตามบล๊อกเราทั้งสี่คนมีเป็นทั้งนักดนตรี นักวิชาการ มาเก็ตติ้งและนักการเมืองด้วยสิ
Phir: ใช่ ผมว่าเพื่อความมันส์ บางทีก็อาจจะต้องทำให้มันลื่นไหล มากกว่าความถูกต้องเป๊ะๆไหม
Plop: นั่นสิ อย่างผู้นำประท้วงยังตั้งใจพูดฟันธงๆ (แล้วยกกำลัง 10) เลย แต่ก็คงเพื่อให้โน้มน้าวผู้ฟังได้
Phir: ครับ แต่เอาจริงๆมันก็ขัดหูผมอยู่ เวลาเค้าทำแบบนั้น แต่มันก็ตอบโจทย์ของเค้าได้
Plop: โจทย์ของเราคืออะไรวะครับ
Phir: เบ้มมมมม
Plop: เต่าตาย

P.S.
-เต่าเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง มีกระดอง คลานได้
-บทสนทนานี้เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อความบันเทิง ทุกเหตุการณ์ในเรื่องเป็นเหตุการณ์สมมติ ตัวละคร / บุคคลที่อยู่ในเรื่องไม่มีตัวตนอยู่จริง หากเหตุการณ์ ชื่อบุคคลและชื่อสถานที่ในเรื่องไปพ้อง และมีผลกระทบกับเหตุการณ์ บุคคล และสถานที่จริงใดๆ ทาง Phir-Plop Blog ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
-ภาพโดย Dreaming Magpie @flickr.com